Home ข่าวบันเทิง Stars ย้อนรอย “บุ๋ม ปนัดดา” กับ “มูลนิธิองค์กรทำดี” จากภาพจำนางฟ้าผู้เสียสละ สู่คดีประวัติศาสตร์

ย้อนรอย “บุ๋ม ปนัดดา” กับ “มูลนิธิองค์กรทำดี” จากภาพจำนางฟ้าผู้เสียสละ สู่คดีประวัติศาสตร์

ย้อนรอย “บุ๋ม ปนัดดา” กับ “มูลนิธิองค์กรทำดี” จากภาพจำนางฟ้าผู้เสียสละ สู่คดีประวัติศาสตร์ “เงินบริจาค 800 ล้าน” บทเรียนราคาแพงของศรัทธาสังคมไทย

ในหน้าประวัติศาสตร์วงการบันเทิงและงานจิตอาสาของประเทศไทย ชื่อของ “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” และ “มูลนิธิองค์กรทำดี” เคยเป็นดั่งสัญลักษณ์ของความหวังและที่พึ่งพิงของผู้ยากไร้มาอย่างยาวนาน แต่เมื่อความจริงอีกด้านถูกเปิดเผยผ่านกระบวนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภาพจำของ “นางฟ้าผู้เสียสละ” กลับพลิกผันกลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สั่นสะเทือนศรัทธาของประชาชนมากที่สุดคดีหนึ่ง

S 11001903 0 scaled ย้อนรอย “บุ๋ม ปนัดดา” กับ “มูลนิธิองค์กรทำดี” จากภาพจำนางฟ้าผู้เสียสละ สู่คดีประวัติศาสตร์

StarEnews พาย้อนรอยเส้นทางตั้งแต่วันแรกของการสร้างภาพลักษณ์ผู้ให้ สู่จุดแตกหักในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรม พร้อมเจาะลึกกลไกการทุจริตที่กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของสังคมไทย

“บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” นางงามชาวไทย ผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวไทย ประจำปี พ.ศ. 2543 พร้อมตำแหน่งทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย และขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน ภายหลังเข้าสู่วงการบันเทิง โดยมีผลงานทั้งละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ และงานเขียน

จุดเริ่มต้นแห่งศรัทธา: ภาพลักษณ์ “ผู้ให้” ที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสังคม

ก่อนที่คดีความจะปรากฏสู่สาธารณะ บุ๋ม ปนัดดา ได้สร้างภาพลักษณ์ของการเป็นนักสู้เพื่อสังคมที่แข็งแกร่งและเสียสละอย่างต่อเนื่อง เธอเคยเปิดใจผ่านสื่อและรายการสัมภาษณ์ชื่อดังอย่าง WOODY FM ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2557 จากคดีสะเทือนขวัญบนรถไฟ ซึ่งจุดประกายให้เธอหันมาศึกษากฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิสตรีและเด็ก จนนำไปสู่การก่อตั้ง “มูลนิธิองค์กรทำดี”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คำพูดและเรื่องราวที่เธอสื่อสารออกมามักตอกย้ำถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น:

• การทุ่มเทเวลาและชีวิต: เธอระบุว่าใช้เวลาถึง 70–75% ของชีวิตไปกับการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ทั้งในเหตุการณ์น้ำท่วม ภัยพิบัติ หรือแม้กระทั่งพื้นที่เสี่ยงภัยชายแดน จนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว

• การปฏิเสธความฟุ่มเฟือย: เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าได้ตัดความฟุ่มเฟือยในชีวิตออกไปจนหมด แม้จะมองเห็นนาฬิกาหรูหรือกระเป๋าแบรนด์เนมว่าสวยงามและอยากซื้อ แต่ก็เลือกที่จะเก็บเงินไว้ช่วยเหลือเด็กและสร้างมูลนิธิก่อน

• การควักเนื้อและจำนองทรัพย์สิน: เธอเปิดเผยว่าการทำงานสังคมไม่มีรายได้และต้องเสียเงินส่วนตัวจำนวนมาก โดยอ้างถึงขั้นว่าเคยนำที่ดินที่สามี (ก๊อต อธิป) มอบให้ไปจำนองเพื่อนำเงินมาสร้างบังเกอร์ช่วยเหลือทหารชายแดน รวมถึงการนำเงินเก็บก้อนใหญ่ไปซื้อที่ดินย่านรังสิต คลอง 8 เพื่อสร้างมูลนิธิ โรงทาน และบ้านพักฉุกเฉิน (Shelter) โดยตั้งใจจะทิ้งไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน

• นิยามคำว่า “หิวแสง” เพื่อคนยากไร้: เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการ “แสง” จากสื่อมวลชน เพื่อนำแสงสว่างนั้นไปส่องให้ถึงผู้ที่เดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้ได้รับการระดมทุนและการช่วยเหลือ

เรื่องราวเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสุดหัวใจ จนนำไปสู่การร่วมบริจาคเงินสมทบทุนผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างมหาศาล

ความจริงที่สวนทาง: ปฏิบัติการ CIB ทลายเครือข่ายเงินบริจาค 800 ล้านบาท

ความศรัทธาของประชาชนเริ่มพังทลายลง เมื่อกลุ่มผู้เสียหายและผู้มีจิตศรัทธาเกิดความเคลือบแคลงใจในการใช้จ่ายเงินบริจาค และเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)

จากการสืบสวนเชิงลึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบพฤติการณ์ที่สวนทางกับภาพลักษณ์ที่เคยนำเสนอต่อสังคมอย่างสิ้นเชิง โดยมีรูปแบบกลโกงและการฟอกเงินที่ซับซ้อน ดังนี้:

• ลวงให้โอนเข้าบัญชีส่วนตัวคู่ขนานบัญชีมูลนิธิ: กลุ่มผู้ต้องหาอาศัยชื่อเสียงและภาพลักษณ์ความเป็นบุคคลสาธารณะ โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนบริจาคเงินช่วยผู้ประสบอุทกภัยและผู้ยากไร้ โดยเปิดบัญชีในนามส่วนบุคคลควบคู่กับบัญชีมูลนิธิฯ จนมีเงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามาสะสมรวมกว่า 800 ล้านบาท (แบ่งเป็นเข้าบัญชีส่วนตัวกว่า 600 ล้านบาท และบัญชีมูลนิธิฯ กว่า 200 ล้านบาท)

• ไร้การจัดทำงบดุลตามกฎหมาย: นับตั้งแต่ดำเนินงานมา มูลนิธิองค์กรทำดีไม่เคยจัดทำและนำส่งรายงานสถานะการเงินหรืองบดุลประจำปีต่อนายทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนด สะท้อนถึงเจตนาปกปิดเส้นทางการเงิน

• โยกเงินบริจาคไปปรนเปรอชีวิตหรูหรา: แทนที่เงินจะถูกนำไปใช้เพื่อสาธารณกุศลทั้งหมด กลับพบการโอนย้ายถ่ายเทเงินเข้าสู่บัญชีส่วนตัวและคนใกล้ชิด เพื่อนำไปชำระหนี้บัตรเครดิต ซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรู และซื้อหน่วยลงทุน

• กลไกฟอกเงินผ่านผู้รับเหมาและอสังหาริมทรัพย์: พบการทำสัญญาก่อสร้างอาคารและพูลวิลล่าหรูใน จ.ภูเก็ต และ จ.ปทุมธานี โดยโอนเงินบริจาคให้ผู้รับเหมา จากนั้นให้ผู้รับเหมาถอนเงินสดหรือโอนเงินวนกลับเข้าบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา รวมถึงนำเงินไปกว้านซื้อที่ดินสะสมไว้ในหลายจังหวัด

เปิดบัญชีทรัพย์สิน 526.7 ล้านบาท: เมื่อคำว่า “ไม่ฟุ่มเฟือย” ถูกพิสูจน์ด้วยของกลาง

จากการเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 4 จุดสำคัญ ทั้งบ้านพักหรูย่านเกษตร-นวมินทร์, ที่ทำการมูลนิธิฯ คลอง 8 จ.ปทุมธานี, บ้านพักใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี และที่ตั้งมูลนิธิเดิมย่านรามอินทรา เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และ นายอธิป อนันทวรรณ (ก๊อต) รวมมูลค่ากว่า 526.7 ล้านบาท ซึ่งขัดแย้งกับคำสัมภาษณ์ในอดีตอย่างสิ้นเชิง ประกอบด้วย:

• สินค้าแฟชั่นและของสะสมหรูหรา: กระเป๋าแบรนด์เนมหรู 32 ใบ มูลค่ารวมประมาณ 3 ล้านบาท, เครื่องประดับและนาฬิกาหรูฝังเพชร มูลค่ารวมประมาณ 2 ล้านบาท, รถยนต์ตู้หรู Alphard และรถยนต์อื่นๆ รวมทั้งวัตถุคล้ายแท่งเงิน

• อาณาจักรที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ (มูลค่าตามท้องตลาดรวมกว่า 256.15 ล้านบาท):

◦ กรุงเทพมหานคร: บ้านในหมู่บ้านสมิทธ์ เกษตร-นวมินทร์ (85 ล้านบาท), บ้านที่ตั้งมูลนิธิครั้งแรก (24 ล้านบาท), บ้านในหมู่บ้านนาราสิริ โทเพียรี่ (24 ล้านบาท)

◦ ปทุมธานี: บ้านพักหอคอยดูดาว (22 ล้านบาท), ที่ตั้งมูลนิธิคลอง 8 (5 ล้านบาท), ศาลเจ้า (2 ล้านบาท)

◦ ต่างจังหวัด: พูลวิลล่า จ.ภูเก็ต (6.3 ล้านบาท ไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง), ที่ดินเปล่า 3 แปลง จ.สระบุรี (17.7 ล้านบาท), คอนโดมิเนียม จ.เชียงใหม่ (5 ล้านบาท), บ้านพัก 2 ชั้น จ.นนทบุรี (5.9 ล้านบาท) รวมถึงเอกสารสิทธิ์และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินใน จ.กระบี่ และ จ.ภูเก็ต

• ทรัพย์สินทางการเงินและอาวุธปืน:

◦ ส่วนของ น.ส.ปนัดดา (รวมกว่า 57.4 ล้านบาท): ประกันชีวิต 20 กรมธรรม์ (เบี้ยรวม 22 ล้านบาท), กองทุนและหุ้น 6 กองทุน (30.4 ล้านบาท), สลากออมสิน (5 ล้านบาท) และอาวุธปืน 6 กระบอก

◦ ส่วนของ นายอธิป (รวมกว่า 16.6 ล้านบาท): ประกันชีวิต 3 กรมธรรม์ (เบี้ยรวม 623,000 บาท), กองทุนและหุ้น 25 กองทุน (16 ล้านบาท) และอาวุธปืน 6 กระบอก

ฉากสุดท้ายก่อนเข้าสู่เรือนจำ: คำขอโทษ รอยยิ้ม และกระบวนการยุติธรรม

ภายหลังการจับกุมตามหมายจับศาลอาญาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และร่วมกันฟอกเงิน (ส่วนนายอธิปถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงิน) ในชั้นสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

แต่ภาพที่กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญคือเช้าวันที่พนักงานสอบสวน บก.ปอศ. คุมตัวทั้งคู่ไปฝากขังต่อศาลอาญาผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน:

• เวลา 09.50 น.:“ก๊อต อธิป” เดินออกจากห้องควบคุมตัวขึ้นรถคุมขังด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสู้กล้องสื่อมวลชน โดยไม่ปริปากตอบคำถามใดๆ

• เวลา 09.55 น.:“บุ๋ม ปนัดดา” ปรากฏตัวพร้อมยกมือไหว้ขอโทษต่อสื่อมวลชนและสังคม โดยกล่าวสั้นๆ ว่าน้อมรับความผิดทุกอย่าง และได้ให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดกับตำรวจไปแล้ว ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยเลี่ยงที่จะตอบคำถามเรื่องการรับสารภาพหรือความกังวลเรื่องการประกันตัว ก่อนจะโยนให้ทนายความเป็นผู้ชี้แจง

• ท่าทีจากทนายความ: นายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์ (ทนายเพชร) ได้ประกาศงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนับจากนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่าผิดว่าไปตามผิด และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมาย ที่ทางตำรวจได้ประสาน ปปง. และกระทรวงมหาดไทยเพื่อตรวจสอบและอายัดทรัพย์สินตามขั้นตอนต่อไป

สิ่งที่สังคมไทยได้เรียนรู้จากคดี “มูลนิธิองค์กรทำดี”

คดีของ บุ๋ม ปนัดดา ไม่ใช่เป็นเพียงข่าวอาชญากรรมหรือข่าวบันเทิงที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป แต่ได้ทิ้งบรรทัดฐานและข้อคิดสำคัญไว้ให้กับสังคมไทยในระยะยาว:

1. กับดักของ “ภาพลักษณ์” และ “อารมณ์ร่วม”: สังคมไทยมักขับเคลื่อนด้วยความสงสารและความศรัทธาในตัวบุคคล การใช้พื้นที่สื่อสร้างเรื่องราวความเสียสละสามารถสร้างเกราะกำบังที่ทำให้คนมองข้ามการตรวจสอบความโปร่งใสไปได้อย่างง่ายดาย

2. เส้นแบ่งที่ห้ามข้ามของ “บัญชีส่วนตัว” กับ “เงินสาธารณะ”: การเปิดรับบริจาคผ่านบัญชีส่วนตัวของดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ คือช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ตรวจสอบได้ยากที่สุด ผู้บริจาคควรยึดหลักการโอนเงินเข้าบัญชีองค์กรที่จดทะเบียนถูกต้องและมีการเปิดเผยงบการเงินที่ผ่านผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเท่านั้น

3. กลไกการตรวจสอบมูลนิธิของภาครัฐ: กรณีที่มูลนิธิสามารถรับเงินบริจาคได้หลายร้อยล้านบาทโดยไม่เคยส่งงบดุลประจำปีตามกฎหมาย สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่หน่วยงานกำกับดูแลอย่างกระทรวงมหาดไทยและสรรพากรต้องสังคายนาระบบการตรวจสอบองค์กรสาธารณกุศลทั่วประเทศ

จากวันที่เคยประกาศว่าต้องการ “แสง” เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ วันนี้แสงสปอตไลต์ดวงเดียวกันได้ส่องทะลุเข้าไปถึงเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่ซุกซ่อนอยู่ กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่า ในโลกยุคดิจิทัลที่ร่องรอยทางการเงินไม่อาจลบเลือนได้ “ความดีที่แท้จริง” ต้องมาพร้อมกับ “ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้” เสมอ

อ้างอิง TOPNEWS ONLINE

Exit mobile version