“ณเดชน์ คูกิมิยะ” เปิดใจบทเรียนชีวิต เสพติดความฟิตจนไทรอยด์พัง ฮอร์โมนรวนเหมือนคนวัย 60 ปี พร้อมเผยวิธีปรับสมดุลใหม่และเตรียมลงแข่ง HYROX คู่ “ญาญ่า”
กลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำที่ชัดเจนของพระเอกแถวหน้า “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ที่ไม่ได้มีเพียงผลงานการแสดงเท่านั้น แต่ยังขึ้นชื่อเรื่องความคลั่งไคล้ในการออกกำลังกาย จนหลายคนแซวว่าสามารถเจอณเดชน์ได้ทุกที่ ล่าสุดเจ้าตัวได้มาเปิดใจผ่านรายการ “On the way with Chom” ถึงเบื้องหลังความฟิตระดับเอ็กซ์ตรีม ที่เคยหักโหมหนักจนร่างกายประท้วง กลายเป็นบทเรียนสุขภาพครั้งสำคัญที่ทำให้ต้องหันกลับมาใช้ชีวิตบนทางสายกลาง

จุดเริ่มต้นความฟิต จากคำทักเรื่องความอ้วนสู่การเสพติดออกกำลังกาย
ณเดชน์เล่าว่า จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อประมาณเกือบ 10 ปีก่อน ช่วงที่ถ่ายทำละครเรื่อง ลมซ่อนรัก ตอนนั้นชีวิตสุขสบายและกินเก่งมากจนไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีตอนละครออนแอร์ที่แทบจำตัวเองในจอไม่ได้ บวกกับเริ่มมีคนทักเตือน จึงตัดสินใจเข้าฟิตเนสอย่างจริงจังทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน ผลลัพธ์ที่ได้คือรูปร่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การได้เห็นกล้ามเนื้อตัวเองในกระจกสร้างความภาคภูมิใจเหมือนได้เป็นซุปเปอร์ฮีโร่
แม้ช่วงแรกจะยังมีหลุดกลับไปใช้ชีวิตกินดื่มตามปกติเมื่อจบเป้าหมาย จนหุ่นพังแล้วต้องเหนื่อยเริ่มใหม่ซ้ำๆ แต่เมื่ออายุมากขึ้น เขาก็ไม่อยากเหนื่อยเริ่มต้นใหม่อีก จึงตัดสินใจรักษามาตรฐานร่างกายอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นความเสพติดชนิดที่ว่า หากอยู่บ้านเฉยๆ เกิน 2 วันโดยไม่ได้ออกกำลังกายจะรู้สึกกระวนกระวายแทบเป็นบ้า ต้องออกไปซ้อมกีฬาทั้งเช้าและเย็น จนคนเห็นเขานั่งมอเตอร์ไซค์หรือขึ้น BTS ไปซ้อมตามที่ต่างๆ อยู่เสมอ
ทุ่มเทเปลี่ยนหุ่นตามบทบาท จนร่างกายพังและฮอร์โมนรวนเหมือนคนวัย 60
ในการทำงานแสดง ณเดชน์ได้รับแรงบันดาลใจในการทำ Body Transformation มาจากคอลัมน์ของนักแสดงระดับโลกอย่าง Christian Bale ที่ปรับเปลี่ยนรูปร่างให้เข้าถึงจิตวิญญาณของตัวละคร เช่น ตอนรับบท “พี่ยักษ์” ใน ธี่หยด เขาก็เพิ่มขนาดตัวให้ใหญ่ขึ้นโดยไม่ห่วงเรื่องความลีน หรือในเรื่อง คนเดือดทวงแค้น ก็ทำให้ตัวเองดูโทรมที่สุด แม้กระทั่งการอดน้ำถึง 2 วันเพื่อถ่ายฉากถอดเสื้อนอนชักในคิวสุดท้าย จนพอกลับมากินอาหารมื้อแรกก็อาเจียนออกมาอย่างหนัก
แต่จุดที่ทำให้ร่างกายรวนอย่างหนัก เกิดขึ้นหลังจากปิดกล้อง ธี่หยด 3 ที่เขาต้องลดน้ำหนักจาก 80 กิโลกรัม ให้เหลือ 70 กิโลกรัมภายใน 1 เดือน ตอนนั้นเขาจำกัดพลังงานกินเพียงวันละ 1,500 กิโลแคลอรี กินแค่วันละมื้อ แต่กลับโหมออกกำลังกายทั้งเช้า กลางวัน เย็น ทั้งชกมวย วิ่ง และยกน้ำหนัก สัปดาห์แรกน้ำหนักลดลงตามเป้า แต่พอเข้าสัปดาห์ที่สอง น้ำหนักกลับเด้งขึ้นมาทั้งที่กินแค่มื้อเดียว
เมื่อไปตรวจเลือดอย่างละเอียดจึงพบความจริงที่น่าตกใจว่า ร่างกายเกิดการอักเสบจากภาวะใช้งานหนักเกินไป (Overload) จนกักเก็บไขมันแทน แถมค่าฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) วิตามิน เกลือแร่ และฮอร์โมนความเครียดพังทั้งหมด มีค่าเทียบเท่ากับคนอายุ 60 กว่าปี ทั้งที่ตัวเองอายุเพียง 30 ต้นๆ เท่านั้น

โรคประจำตัวที่ต้องกินยาตลอดชีวิต เพราะใช้งานร่างกายเกินขีดจำกัด
นอกจากภาวะฮอร์โมนรวนแล้ว การโหมเข้าฟิตเนสอย่างบ้าคลั่ง นอนเที่ยงคืนตื่นตี 5 ติดต่อกันตั้งแต่ช่วงอายุ 24–25 ปี ได้ส่งผลกระทบระยะยาวเมื่อเขาอายุ 28 ปี โดยเริ่มมีอาการตื่นไปกองถ่ายไม่ไหว เปลือกตาร้อน หน้าร้อน ง่วงซึมและอ่อนเพลียตลอดเวลาเกือบเดือน จนต้องไปพบแพทย์และตรวจพบโรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำจากภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Hashimoto’s Thyroiditis / Hypothyroidism) หรือระบบเผาผลาญพังถาวร
โรคนี้กลายเป็นโรคประจำตัวเพิ่มเติมนอกเหนือจากโรคหอบหืด ทำให้เขาต้องกินยาปรับฮอร์โมนไทรอยด์ทุกเช้าไปตลอดชีวิต และต้องคอยเจาะเลือดปรับโดสยาตามน้ำหนักตัวที่ขึ้นลงตามบทบาทการแสดงอยู่เสมอ หากได้ยาไม่ถึงโดสจะอ่อนเพลียและน้ำหนักสวิง แต่ถ้าได้ยามากเกินไปหัวใจจะเต้นเร็วและเหนื่อยง่าย ซึ่งเจ้าตัวได้ฝากข้อคิดเตือนใจไว้ว่า “จิตใจมนุษย์เราเข้มแข็งมาก แต่ร่างกายถ้าเราใช้งานหนักเกินไปจนเครื่องพัง มันซ่อมไม่ได้ อวัยวะเราไม่มีอะไหล่เปลี่ยน”
ก้าวข้ามความกดดัน สู่การปรับสมดุลใหม่และวินัยชีวิตแบบฉบับลูกครึ่งญี่ปุ่น
ณเดชน์ยอมรับว่า ลึกๆ แล้วเขามีความกดดันในการรักษารูปร่างให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ เคยเครียดจากการคุมอาหารหนักจนเกิดภาวะกินแหลกช่วงดึก (Binge Eating Disorder) สั่งพิซซ่าและไอศกรีมมากินตอนสามสี่ทุ่มจนเกลี้ยง แล้วตื่นมาอดอาหารชดเชยด้วยความรู้สึกผิด แต่ปัจจุบันเขาค้นพบทางสายกลางแล้ว โดยเปลี่ยนมาทานอาหารให้ครบ 3–4 มื้อต่อวัน (เน้นโปรตีน 160–170 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 240–270 กรัม และไขมันประมาณ 35 กรัม) ออกกำลังกายแต่พอดี และปรับ Mindset ใหม่ว่า หากวันไหนหลุดกรอบ วันรุ่งขึ้นก็แค่เริ่มต้นใหม่ให้ดีที่สุด และเปลี่ยนความกดดันให้กลายเป็นแรงบันดาลใจแก่คนรอบข้างที่เห็นเขาเป็นต้นแบบในการดูแลตัวเอง
เบื้องหลังการจัดการตารางชีวิตที่แน่นขนัดนี้ มาจากนิสัยการวางแผนล่วงหน้าอย่างเคร่งครัดที่ซึมซับมาจากคุณพ่อชาวญี่ปุ่น ซึ่งมักจะจัดวางข้าวของเครื่องใช้และเตรียมชุดทำงานไว้ในตำแหน่งเดิมเสมอ ทุกวันอาทิตย์ณเดชน์จะต้องวางแผนตารางชีวิตของทั้งสัปดาห์หน้า เตรียมเสื้อผ้า จัดกระเป๋า และทำ Meal Prep อาหารวางไว้ชั้นบนสุดของตู้เย็นให้พร้อมหยิบใช้งาน ซึ่งต่างจากหวานใจอย่าง “ญาญ่า อุรัสยา” ที่จะมีไลฟ์สไตล์ชิลล์ๆ ชอบอยู่บ้านอ่านหนังสือ และไม่ถนัดกีฬาปะทะเลย

เป้าหมายต่อไป: ลงสนาม HYROX วัดใจคู่ “ญาญ่า” และความสุขของการชนะใจตัวเอง
แม้จะอยากลองเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อขึ้นประกวด Men’s Physique หรือลงแข่งยกน้ำหนักโอลิมปิก (Olympic Weightlifting) รวมถึงมีความฝันอยากพิชิต Ultra Marathon หรือ Ironman Triathlon สักครั้งในชีวิต แต่สำหรับแผนในปีหน้า ณเดชน์ตัดสินใจเลือกโฟกัสที่การลงแข่ง HYROX ประเภทคู่ผสม (Mixed Doubles) ร่วมกับ “ญาญ่า” เป็นหลัก ส่วนเรื่องรูปร่างในตอนนี้ก็ปรับแผนมาเน้นการลดไขมันให้ลีนที่สุดแต่ยังคงมวลกล้ามเนื้อไว้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่กำลังจะเปิดกล้อง
ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ณเดชน์ยังคงหลงใหลในการลงสนามแข่งขันอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ความสะใจ แต่คือมิตรภาพระหว่างทางที่ผู้เข้าแข่งขันคอยส่งพลังให้กำลังใจกัน รวมถึงรสชาติของการเอาชนะ “เสียงในหัว” ของตัวเอง ยามที่ร่างกายเหนื่อยล้าจนอยากยอมแพ้ แต่สามารถฮึดสู้จนเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ ซึ่งเขานิยามว่ามันคือความอิ่มเอมใจที่งดงามที่สุดของการเล่นกีฬา
(สามารถติดตามรับชมบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในรายการ “On the way with Chom” ทางช่องทาง Podcast, Facebook และ YouTube: Life Dot เวลา 18.00 น.)
คลิกชมรายการย้อนหลัง








![ROY KIM จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในไทย ‘2026-27 ROY KIM LIVE TOUR [R:O:Y] in BANGKOK’](https://starenews.com/wp-content/uploads/2026/10/StarEnews_Cover_20261027_093150_0000-100x75.jpg)












