“เอิ๊ต ภัทรวี” เปลี่ยน ‘Comfort Tone’ ให้เป็น ‘บ้านของหัวใจ’ พาแฟนเพลงพักใจ ผ่านเสียงเพลง ในค่ำคืนคอนเสิร์ตสุดอบอุ่น
หลังจากเดินทางบนเส้นทางสายดนตรีมากว่า 10 ปี วันนี้ ‘เอิ๊ต – ภัทรวี ศรีสันติสุข’ ศิลปินค่าย Boxx Music ในเครือ Muzik Move เติบโตขึ้นอีกขั้น พร้อมตัวตนที่ชัดเจนและเป็นตัวเองมากขึ้น พาทุกคนเข้าสู่ Comfort Zone พักฟังเพลงแบบสบาย ๆ ในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุด “Singha Corporation presents Earth Patravee ‘Comfort Tone’ Concert” เมื่อวันที่ 19 กันยายน ณ centralwOrld LIVE โดยทีมผู้จัด OKD (โอเคดี) ฝ่าย Show Business จากบ้าน Muzik Move ที่สร้างสรรค์โชว์ครั้งนี้ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเต็มอิ่มตลอดกว่า 3 ชั่วโมง

ภาพ ‘Comfort Tone’ ของ ‘เอิ๊ต’ ถูกออกแบบด้วยสวนดอกไม้สดใสบนเนินหญ้าสีเขียวดูสบายตา ห้อมล้อมไปด้วยเพื่อน ๆ นักดนตรี กีตาร์, เบส, กลอง, เปียโน และยังเติมเต็มด้วยวงเครื่องสาย 3 ชนิด ทั้ง ไวโอลิน, วิโอลา, เชลโล พร้อมทีมคอรัส เพื่อยกระดับโชว์ให้แฟนเพลงได้รู้สึกไปกับทุกบทเพลงได้มากกว่าเวอร์ชันปกติ การันตีได้ว่าโชว์ในค่ำคืนนี้ จะเป็นอีกหนึ่ง ‘Special Performance’ ของ ‘เอิ๊ต’ ในฐานะ Musician อย่างเต็มตัว
ทุกเฉดสีบนเวทีถูกออกแบบให้เปลี่ยนไปตามอารมณ์ของเพลงในแต่ละช่วง ประกอบการพูดคุยที่ ‘เอิ๊ต’ ออกแบบให้ช่วงนี้เป็นพื้นที่ ‘Comfort Zone’ ตรงกับความหมายของอัลบั้ม ‘Heart is Home’ ที่เหมือนเป็น Podcast บอกเล่าตัวตน เรื่องราวในชีวิต และความหมายของแต่ละเพลง ในทุก Magic Moment ที่เกิดขึ้น แบบไม่มีสคริปต์ ไม่มีเสียงดนตรีที่บันทึกไว้ล่วงหน้า มีเพียงความตั้งใจของ ‘เอิ๊ต’ ที่อยากให้ทุกคนอยู่กับโมเมนต์ที่เกิดขึ้นจริงบนเวที
โดยเบื้องหลังการออกแบบดนตรีเกิดจาก ‘เอิ๊ต ภัทรวี’ ร่วมกับทีม Music Director อีก 3 คน ได้แก่ บุ้ง–กวิน สิริภัทรกุล, ยี่–ชยปัญญ์ จันทรานุสนธิ์ และ แจม–ธนัท เลาหระวี ร่วมกัน Arrangement และ Progression เรียบเรียงดนตรีสดใหม่และ ร้อยเรียงทุกเพลงอย่างละเอียด เหมือนทุกโชว์ ศิลปินกำลังเล่าเรื่องให้ฟัง
เปิดโชว์ต้อนรับแฟน ๆ ด้วยข้อความจากประตูบานแรก อย่างเพลง “จดหมายที่ฉันคงไม่ได้ส่ง (Dried Flower)”, “ห้ามใจไม่อยู่ (Is it you?)” และ “ครั้งหนึ่งเคยสวยงาม (Golden Hour)” ก่อนเข้าสู่ช่วงพูดคุยที่ชวนคนดูเข้ามาอยู่ในบ้านเดียวกัน จากนั้นไปต่อกับ “Snooze”, “มีไว้แค่เป็นของเธอเท่านั้น (Pause)” และย้อนอดีตไปกับ “Timehop” ที่ถูกเรียงต่อกันอย่างลื่นไหล ก่อนค่อย ๆ พาเข้าสู่เรื่องราวของความสัมพันธ์ การจากลา และการเติบโต
หนึ่งในช่วงที่สร้างความประทับใจคือ “เป็นฉันที่คิดผิดไป (Grow Old/ Apart) และ“ยังไปไม่ไหว” ที่ ‘เอิ๊ต’ หยิบเปียโนขึ้นมาเป็นหัวใจหลักของเพลง ส่งต่อให้ “ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House)” ก่อนเปิดเวทีต้อนรับ ‘TINN’ หรือ ‘ติณณ์ นภาลัย’ นักร้อง นักแต่งเพลง ที่เคยได้ร่วมงานกัน ในเพลง “เศษ” ซึ่งได้มาร้องร่วมกันสด ๆ บนเวทีนี้อีกครั้ง อีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญในเพลง “ถ้าฉันหายไป” โดยมีเพียงเสียงร้องกับเสียงกีตาร์ของทั้งสองที่สื่อสารกัน ทำให้ทั้งฮอลล์ตกอยู่ในภวังค์ในช่วงเวลานี้ทันที
จากนั้นบรรยากาศถูกพาออกไปไกลขึ้นด้วย “Blue December” เติมกลิ่นอายของการเดินทาง ราวกับกำลังอยู่ในสถานที่ที่มีหิมะตกในช่วงปลายปี ก่อนเข้าสู่ “หากไม่มีเธอตรงนี้ (London)” ในเวอร์ชันที่เปิดพื้นที่ให้ดนตรีได้เล่าเรื่องมากขึ้นทั้งไลน์เบสและกีตาร์ที่หนักแน่น ขณะที่ “ขอโทษดาว” เติมสีสันด้วยโซโล่กีตาร์ที่ถูกออกแบบใหม่เพิ่มเสน่ห์ให้กับเพลงนี้ ส่งต่อเข้าสู่ “กี่ฤดู (Heart is Home)”, “บอกกันได้ไหม (Love Language)” รวมถึง “SKY & SEA” ที่ลดทอนเครื่องดนตรีลง เหลือพื้นที่ให้เสียงร้องและบรรยากาศได้ทำงานมากขึ้น
ก่อนพาเข้าสู่ช่วงท้ายที่บรรยากาศเริ่มขยับขึ้นอีกครั้งกับ “เพื่อนคนนี้..(Red Wine)”, “เมื่อพระจันทร์ลา (Last Song)” และ “You You You” ที่ชวนคนดูขยับจังหวะและมีส่วนร่วมไปพร้อมกัน ส่งต่อความรู้สึกผ่าน “หวง (You’re Mine)” ที่ทำให้ทั้งฮอลล์กลับมาเต็มไปด้วยเสียงร้องจากแฟน ๆ
และเมื่อเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย ‘เอิ๊ต’ ทิ้งไว้เพียงกีตาร์โปร่งหนึ่งตัวนั่งอยู่กลางเวที เพื่อถ่ายทอด “ขอบคุณหัวใจ (Shades)” ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุน ให้เกียรติและไว้ใจ มานั่งพักด้วยกันในพื้นที่นี้ พร้อมกล่าวขอบคุณตัวเอง ที่ได้ก้าวผ่านความรู้สึกหลากหลายเฉด และให้ทุกคนได้ขอบคุณตัวเองในช่วงท้ายนี้
ตลอดกว่า 10 ปีบนเส้นทางดนตรี จากวันแรกที่เริ่มต้นเดินทาง มาถึงวันนี้ที่เธอสามารถหยิบทั้งเสียงดนตรี การร้อง การเล่นดนตรี การเล่าเรื่อง และความรู้สึก มาร้อยเรียงเป็นโชว์ที่ ‘เอิ๊ต’ ตั้งใจให้คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นเสียงดนตรีในพื้นที่ปลอดภัย เปรียบเหมือน ‘Comfort Tone’ ที่ไม่เพียงทำให้แฟนเพลงทุกคนได้รู้สึกสบายใจ แต่คือการที่ศิลปิน ที่ชื่อ ‘เอิ๊ต ภัทรวี’ ได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่อีกด้วย
ตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา ‘เอิ๊ต’ จึงไม่ได้เพียงพาทุกคนกลับมาอยู่ใน Comfort Zone ผ่านเสียงเพลงที่จริงใจ แต่ยังทำให้เห็นว่า วันนี้เธอเติบโตขึ้นและในขณะเดียวกันก็เป็น ‘เอิ๊ต ภัทรวี’ ในแบบที่ชัดเจนและเป็นตัวเองที่สุด






















