“2 PLENG” ค่าย Ks gang ปล่อยเพลง “อาจเพราะ (Color me Love)” กระชากหัวใจคนอกหักกับบทสรุปของความรักที่ต้องจากลา


เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ผนึก เนรมิตรหนัง ฟิล์ม และ วอร์เนอร์ ส่งหนังไทย “Taklee Genesis” เข้าฉายใน IMAX ตามรอย ธี่หยด พร้อมให้สัมผัสประสบการณ์พิเศษที่แตกต่าง 12 กันยายนนี้
เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ปลื้มตลาดหนังไทยปี 2567 คึกคัก สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยมาร์เก็ตแชร์ 50% ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนน่าจะเรียกว่า “TOLLYWOOD” (มาจาก Thailand + Hollywood) ก็น่าจะได้ หนังไทย “ธี่หยด” ปลุกกระแสคนทำหนังไทยให้พัฒนามากขึ้น หลัง “ธี่หยด” ประสบผลสำเร็จเข้าฉายในโรง IMAX ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ของบ็อกซ์ออฟฟิศไอแมกซ์ ด้วยจุดเด่นของภาพในระบบฉายบนจอยักษ์ของไอแมกซ์ ล่าสุด เนรมิตรหนัง ฟิล์ม และ วอร์เนอร์ ส่งหนังไทย “Taklee Genesis” เข้าฉายในโรง IMAX เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่มี สัดส่วนภาพขยายเฉพาะ IMAX พร้อมให้สัมผัสประสบการณ์การชมภาพยนตร์ไทยใหม่ที่เหนือกว่าและแตกต่างจากระบบฉายปกติ ในวันที่ 12 กันยายน 2567 ในโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ ทุกสาขา

วิศรุต พูลวรลักษณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร พร้อมด้วย นรุตม์ เจียรสนอง บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ กนกวรรณ วัชระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนรมิตรหนัง ฟิล์ม จำกัด, เฮนรี่ ทราน ผู้จัดการทั่วไป บริษัทภาพยนตร์ วอร์เนอร์ บราเธอร์ฟาร์อีสต์ อินคอโปเรชั่น และ มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ “Taklee Genesis (ตาคลี เจเนซิส)” ประกาศความคึกคักของตลาดภาพยนตร์ไทย ด้วยการนำภาพยนตร์ ตาคลี เจเนซิส เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ IMAX ให้แฟนหนังไทยได้รับประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่เหนือกว่าและแตกต่างจากระบบฉายของโรงภาพยนตร์ปกติ เพราะระบบการฉายของ IMAX เป็นระบบการฉายที่ดีที่สุด ให้ภาพที่เต็มตา คมชัด สมจริงเหนือจินตนาการ
วิศรุต พูลวรลักษณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครึ่งปีหลังของปี 2567 ตลาดหนังไทยมีความคึกคักมากขึ้น มีหนังไทย “Taklee Genesis (ตาคลี เจเนซิส)” ตามรอย ธี่หยด ซึ่งจะนำเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ IMAX เป็นเรื่องที่สองถัดจากภาพยนตร์ ธี่หยด ในปี 2566 สำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่เข้าฉายในระบบ IMAX ประสบผลสำเร็จโดยทำสถิติยอดคนดูหนังวันเปิดตัววันแรกสูงสุดในระบบIMAX และทำรายได้รวมในวันแรกสูงถึง 39 ล้านบาท สูงกว่าหนัง Hollywood ทุกเรื่องที่เข้าฉายวันแรกของปี 2566
ภาพยนตร์ “Taklee Genesis (ตาคลี เจเนซิส)” เป็นภาพยนตร์ไทยแนวไซไฟเรื่องแรกที่มีการถ่ายทำด้วยสัดส่วนภาพแบบ IMAX ทำให้การรับชมได้ภาพที่เต็มตา โดยฉากของเรื่องที่เป็นสัดส่วนภาพแบบ IMAX รวมกันทั้งเรื่องเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 38 นาที จากความยาวหนังทั้งเรื่อง 2 ชั่วโมง 26 นาที พร้อมให้ ทุกคนได้สัมผัสความพิเศษที่เหนือกว่าและแตกต่าวในวันที่ 12 กันยายน 2567 เป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์ IMAX ทุกสาขา ที่ พารากอน ซีนีเพล็กซ์, ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต, ไอคอน ซีเนคอนิค, เมกา ซีนีเพล็กซ์, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน, เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ งามวงศ์วาน-แคราย, บางกะปิ ซีนีเพล็กซ์, เวสต์เกต ซีนีเพล็กซ์, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ และโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ

คริสโตเฟอร์ ทิลล์แมน รองประธานฝ่ายพัฒนาและจัดจำหน่ายระหว่างประเทศ IMAX กล่าวว่า IMAX เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่จะนำเสนอภาพยนตร์ไทยแนววิทยาศาสตร์สุดระทึกเรื่อง ‘ตาคลี เจเนซิส’ เข้าฉายโรงภาพยนตร์ IMAX ในประเทศไทย ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ กำกับโดย มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล โดยได้นำเสนอภาพเพื่อจัดฉายในโรง IMAX โดยเฉพาะ ด้วยอัตราส่วนภาพสัดส่วน IMAX ที่มีความยาวกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งผู้ชมชาวไทยจะได้ดื่มด่ำไปกับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเต็มที่และได้สัมผัสประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ไม่มีใครเทียบได้และไม่มีวันลืม
กนกวรรณ วัชระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนรมิตรหนัง ฟิล์ม จำกัด กล่าวว่า ภาพยนตร์ Taklee Genesis เป็นงานที่ท้าทายที่สุดของ เนรมิตรหนัง ฟิล์ม เพราะเนื้อเรื่องของหนังที่แปลกใหม่มาก เป็นผลงานที่ทะเยอทะยานที่สุดของ มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล นี่คือหนังที่เราไม่เคยเห็นจากหนังไทยเรื่องไหนมาก่อนเลย เราจึงเข้าไปหารือกับทางวอร์เนอร์ เพราะเราต้องการผลักดันให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ก้าวข้ามพรมแดนไปได้ไกลกว่าที่ผ่านมา
ด้าน เฮนรี่ ทราน ผู้จัดการทั่วไป บริษัทภาพยนตร์วอร์เนอร์ บราเธอร์ฟาร์อีสต์ อินคอโปเรชั่น กล่าวว่า Taklee Genesis ในมุมมองของบริษัทภาพยนตร์วอร์เนอร์ เรามองว่าเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำได้ระดับมาตรฐานสากลที่สามารถไปได้ทั้งโลก แต่สิ่งสำคัญว่าทำไมเราถึงมองว่าเรื่องนี้ถึงต้องฉายในรูปแบบของ IMAX เรามองว่ามีหลายสัดส่วนมีเนื้อหาหลายสิ่งหลายอย่างที่มันเหมาะสมและได้มาตรฐานที่สามารถขยายภาพเป็น IMAX ได้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อให้เข้าถึงอรรถรส
“Taklee Genesis เป็นแนวหนังที่ไม่ได้เห็นในหนังไทยมานานมากแล้ว กลิ่นอายมีความเป็นเอเชียสำหรับ WB นี่คือความท้าทายอย่างมาก ในการที่จะพาหนังคุณภาพเยี่ยมเรื่องนี้ออกสู่สายตาคนไทย คุณค่าทางศิลปะทางภาพยนตร์ของมันจะสื่อสารกับคนดูโดยไม่มีขอบเขตด้านสัญชาติอีกต่อไป”
ปิดท้ายกับ มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ Taklee Genesis ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการทำหนังเรื่องนี้เพื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ IMAX ว่า เรามีความฝันที่อยากทำหนังเรื่องนี้ลง IMAX เพื่อให้ผู้ชมได้ประสบการณ์ที่เต็มที่ที่สุด โดยหนังเรื่องนี้มีวิธีคิดและกระบวนการทำงานที่พร้อมสร้างประสบการณ์สุดพิเศษบนจอ IMAX ตั้งเเต่เริ่มต้น โดยจะเห็นได้จากสัดส่วนของภาพที่มีความสูงรองรับทุกสิ่งทุกอย่างที่มันใหญ่โต วิธีการออกแบบ CG ที่มีความคราฟท์เป็นพิเศษ ที่คิดควบคู่กันไปกับเรื่องสัดส่วนภาพ ประสบการณ์ที่ได้อยู่ในโลกของหนัง รวมทั้งจักรวาล อวกาศ ที่มันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ก็ถูกบรรจุลงไปในหนังเรื่องนี้ ซึ่งผู้ชมจะได้รับประสบการณ์ที่พิเศษมาก ๆ กับการดูใน IMAX

GLADIATOR II แกลดดิเอเตอร์ นักรบผู้กล้า ผ่าแผ่นดินทรราช 2 เข้าฉาย 14 พฤศจิกายน ในโรงภาพยนตร์
GLADITOR II แกลดดิเอเตอร์ นักรบผู้กล้า ผ่าแผ่นดินทรราช 2 คือ ผลงานโดยริดลีย์ สก็อตต์ ผู้กำกับระดับตำนาน ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวกับอำนาจ การวางกลอุบาย และการล้างแค้นที่เกิดขึ้นในกรุงโรม หลายปีหลังจากที่ได้เห็นวีรบุรุษผู้เป็นที่เคารพอย่างแม็กซิมัสเสียชีวิตจากน้ำมือของน้าของเขา ลูเชียส (พอล เมสคัล) ถูกบังคับให้เข้าไปในโคลอสเซียม หลังจากที่บ้านของเขาถูกยึดครองโดยจักรพรรดิผู้เผด็จการ ที่บัดนี้เป็นผู้นำโรมซึ่งปกครองด้วยความเข้มงวดและโหดร้าย ด้วยความแค้นในหัวใจและอนาคตของจักรวรรดิที่อยู่ในความเสี่ยง ลูเชียสต้องหันกลับไปมองอดีตเพื่อค้นหาความแข็งแกร่งและเกียรติยศ เพื่อคืนความรุ่งเรืองของโรมให้กับผู้คนของเขา
บริหารงานสร้างโดย วอลเตอร์ พาร์เคส, ลอรี แมคโดนัลด์, เรย์มอนด์ เคิร์ก, ไอแดน เอลเลียต
อำนวยการสร้างโดย ดักลาส วิค, ริดลีย์ สก็อตต์, ลูซี่ ฟิชเชอร์, ไมเคิล พรัสส์, เดวิด ฟรานโซนี
จากคาแรกเตอร์โดย เดวิด ฟรานโซนี
เรื่องโดย ปีเตอร์ เครก และเดวิด สการ์พา
บทภาพยนตร์โดย เดวิด สการ์พา
กำกับโดย ริดลีย์ สก็อตต์
นำแสดงโดย พอล เมสคัล, เปโดร ปาสคาล, โจเซฟ ควินน์, เฟรด เฮชิงเกอร์, ลิออร์ ราซ, เดเร็ค เจค็อบบี ร่วมด้วย คอนนี นีลเซน และเดนเซล วอชิงตัน


























#GladiatorII #GladiatorIITH #แกลดดิเอเตอร์2
Megalopolis นคราอาเพศ ไม่เพียงเป็นภาพยนตร์ไซไฟที่ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ใช้เวลาพัฒนาบทอยู่นานหลายปีเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพยนตร์ที่ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ยอมทุ่มทุนกรีดเลือดกรีดเนื้อขายธุรกิจไวน์และไร่องุ่นบางส่วน เพื่อนำมสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้อีกด้วย
ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา เริ่มพัฒนา Megalopolis มาตั้งแต่ทศวรรษ 80 โดยแรงบันดาลใจในการสร้างมาจากการที่เขาได้อ่าน “เรื่องสมคบคิดของคิติลีนาเรียน” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 63 ปีก่อนคริสตกาล ว่าด้วยเรื่องราวของ ลูเชียส แชร์จูส คาติลีเน ที่พยายามโค่นล้มสาธารณรัฐโรมัน หากคาติลีเนทำรัฐประหารได้สำเร็จ เขาจะขับไล่พวกชนชั้นปกครองออกไป จากนั้นจะปลดหนี้ให้ตัวเองและชนชั้นล่าง
“ผมปั้นเรื่องจากไอเดียนี้ ผมอยากเขียนเรื่องนี้เป็นบทหนังมาก ผมพยายามจดไอเดียหรืออะไรต่าง ๆ นานาที่ผมเจอระหว่างอ่านเรื่องนี้ ผมคิดว่าทุกคนรู้ดีว่าอเมริกา ก็เหมือนสาธารณรัฐโรมที่กลับมาเกิดใหม่ เนื่องจากผู้ก่อตั้งประเทศของเราไม่ต้องการให้มีกษัตริย์มาปกครอง
แต่เราอยากเป็นสาธารณรัฐแบบอาณาจักรโรมัน คุณเดินทางไปนิวยอร์ก คุณก็จะเห็นสถาปัตยกรรมแบบโรมันมากมาย ความตั้งใจของผมก็คือเขียนเรื่องราวมหากาพย์โรมัน แต่ให้ฉากหลังอยู่ที่นิวยอร์ก ซึ่งคล้ายคลึงกับอาณาจักรโรมันยุคโบราณ” – ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา
แต่กว่าจะเข็นภาพยนตร์เรื่องนี้ออกออกมาได้นั้น ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ต้องเผชิญกับวิบาการรมมากมายระหว่างทาง แม้ในปี 2001 จะได้นักแสดงจำนวนหนึ่งมานั่งอ่านบทร่วมกัน พร้อมได้ฟุตเทจความยาวกว่า 30 ชั่วโมงที่ให้กองถ่ายหน่วยที่ 2 ออกไปถ่ายมุมต่างๆ ของนิวยอร์กมาได้ แต่แล้วในขณะที่ขั้นตอนพรีโปรดักชันกำลังเดินหน้า ก็ดันเกินเหตุวินาศกรรมครั้งประวัติศาสตร์ 9/11 ขึ้น ทำให้โปรเจกต์นี้ต้องหยุดชะงักไป เพราะฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ไม่อาจทำใจลงมือสร้างสรรค์ผลงานที่พูดถึงเมืองนิวยอร์กในฝันได้อีก ท่ามกลางความโศกสลดและไม่แน่นอนนี้
อย่างไรก็ตามโปรเจกต์ภาพยนตร์ Megalopolis ยังไม่เลือนหายไปไหน และยังคงมีนักแสดงวนเวียนกันเข้ามาอ่านบทและเข้าเวิร์กช็อป กระทั่งการมาของโควิด-19 และอายุของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ก็ล่วงเลยเข้าสู่เลข 8 ทำให้เขารู้สึกว่า “เวลาในชีวิตเขาอาจเหลือไม่มากพอ” เกิดเป็นแรงกระตุ้นครั้งสำคัญให้เขากลับมาเดินหน้าโปรเจกต์นี้อีกครั้ง
สิงหาคมปี 2021 ได้มีการคัดเลือกนักแสดงรอบใหม่อีกครั้ง และการได้การพบเจอกับ อดัม ไดรเวอร์ ทำให้ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ผุดไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นและนำไอเดียที่ได้ไปปรับแก้บทภาพยนตร์ใหม่
แต่อย่างไรก็ตามวิบากกรรมที่ฟรานซิสต้องเผชิญในโปรเจกต์ Megalopolis ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เมื่อบทบาท “เดอะ ฟิกเซอร์” ที่เขาเขียนขึ้นเพื่อ เจมส์ คาน นักแสดงรุ่นเก๋า และเพื่อนคนสนิท แต่ทว่าเจมส์ คาน กลับเสียชีวิตเสียก่อนจะเร่มเปิดกล้องได้ไม่นาน เป็นเหตุให้บทนี้ถูกส่งต่อสู่นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ ดัสติน ฮอฟฟ์แมน
“เป้าหมายของผมคือ ผมจะทำ Megalopolis ออกมาด้วยทุกอย่าง ทั้งหัวใจและเรี่ยวแรงที่ผมมี หนังเรื่องนี้พูดถึงความรักและความภักดีในทุก ๆ แง่มุมของชีวิตมนุษย์ หนังจะถ่ายทอดความรู้สึกอันซับซ้อนออกมา เราจะมองเห็นความรักทุกๆ เหลี่ยมมุมอันซับซ้อน ได้เห็นโลกที่กำลังตกอยู่ในอันตราย และมนุษยชาติที่กำลังฆ่าตัวตาย มันจะเป็นหนังที่เชิดชูและศรัทธาในมนุษย์” – ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา
เพราะนี่คือผลงานที่ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลาทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เขาจึงไม่อยากให้โปรเจกต์นี้มีใครเข้ามาบังคับหรือปรับเปลี่ยนสิ่งที่เขาตั้งใจรังสรรค์มันขึ้นมา นั่นเองเป็นเหตุให้ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ตัดสินใจขายธุรกิจไวน์และไร่องุ่น พร้อมกับออกเงินสร้างหนังเรื่องนี้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังยกกองไปถ่ายทำถึง แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ที่นั่นเขาได้ทีมงานท้องถิ่นที่มีศักยภาพ อีกทั้งยังมีอาคารเก่าแก่ที่เก็บรักษาไว้ซึ่งใช้เป็นฉากหลังของเรื่องได้ ไม่เพียงเท่านั้นฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ยังได้ซื้อโมเต็ลเก่าแห่งหนึ่งในแอตแลนตา เพื่อใช้เป็นบ้านและออฟฟิศของกองถ่าย ตั้งแต่เตรียมงานไปจนถึงขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น (ตัดต่อและมิกซ์เสียง) โดยการถ่ายทำเรื่องนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 เดือน นับตั้งแต่พฤศจิกายนปี 2022 ถึงมีนาคมปี 2023
Megalopolis นคราอาเพศ 26 กันยายน ในโรงภาพยนตร์
ตัวอย่างภาพยนตร์

จัดหนักความสุขแบบอิ่มบุญกันยกค่าย สำหรับไลฟ์คอนเสิร์ตเฉพาะกิจ “คอนชูชีพ ” ที่เหล่าศิลปิน LOVEiS ENTERTAINMENT ยกกันมาทั้งค่าย เพื่อมอบเสียงเพลงและรับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
โดยงานนี้ได้เปลี่ยนพื้นที่ LIDO CONNECT บริเวณหน้า LOVEiS CAFE ให้กลายเป็นสเตจย่อมๆ เปิดคอนเสิร์ตสร้างความสุขให้กับเหล่าแฟนๆผู้ใจบุญ นำโดยผู้บริหาร “จี๊บ – เทพอาจ กวินอนันต์” CEO LOVEiS ENTERTAINMENT และทัพศิลปิน อาทิ NONT TANONT, MEAN, WANYAi, Tor Saksit, SEASON FIVE, Oui Buddhabless, BADM!XY, SIN, sarah salola, First Anuwat, James Alyn, PepperChacha, MOBYE, PEAKSayaa!, Prem, DIDIxDADA, Kinkaworn, JIXGO, tinn, Qmuu, Stang Tari, Biw, paiiinntt, Praesun, CHILLY, RACHAKOOB, TINY TITAN, Dumb.Rong, TITI, GORUN, PIANO&PLENG, ToTZilla, MABELZ PiXXiE พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ INK WARUNTORN, LIPTA, No One Else, D GERRARD, Rooftop และ YourMOOD ซึ่งทั้งหมดได้ผลึกกำลัง ส่งต่อความช่วยเหลือถึง “เพื่อนผู้ประสบอุทกภัย”
ภายในงานเหล่าศิลปินได้รวมตัวกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาร้องเพลงและเล่นดนตรีสดๆให้แฟนๆได้ฟังกันแบบเต็มอิ่ม ตลอดระยะเวลากว่า 6 ชั่วโมง โดยบรรดาแฟนคลับก็ร่วมใจบริจาคเงินกันเข้ามาไม่ขาดสาย มางานเดียวได้รับทั้งความสุขจากเสียงเพลงของศิลปินคนโปรดและความสุขที่ได้มอบเงินบริจาคให้กับคนที่ได้รับผลกระทบและกำลังเดือดร้อนจากน้ำท่วม ซึ่งหลังจากจบไลฟ์คอนเสิร์ตมียอดบริจาครวมทั้งสิ้น 2,488,308 บาท และจะบริจาคเงินทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งที่ได้รับบริจาคในวันงาน และที่ส่งมาสมทบที่ค่าย LOVEiS ก็จะส่งต่อเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ร่วมกับ มูลนิธิองค์กรทำดี โดย “คุณบุ๋ม ปนัดดา“
“จี๊บ – เทพอาจ กวินอนันต์” CEO LOVEiS ENTERTAINMENT เผยว่า “จากข่าวสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน บ้านเรือนและพื้นที่ทำกินเสียหาย ทางค่าย LOVEiS ENTERTAINMENT เองก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยได้ระดมทุนจากการบริจาคในงานไลฟ์คอนเสิร์ตครั้งนี้ ส่งมอบต่อให้กับ มูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งเป็นจิตอาสาลงพื้นที่ช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยกันมาหลายวัน“
“คอนชูชีพ ที่เกิดขึ้นมาได้นี้ก็ต้องขอขอบคุณศิลปินทุกท่านที่สละเวลามาร่วมโชว์ มาร่วมบุญกันในครั้งนี้ เชื่อว่าศิลปินและแฟนคลับที่ได้ร่วมทำบุญต่างก็มีความสุขและอิ่มบุญกันถ้วนหน้า ที่ได้ช่วยเหลือคนไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมในครั้งนี้ ส่วนการบริจาคไม่ได้มีแค่วันนี้วันเดียว เพราะสามารถร่วมบริจาคเครื่องอุปโภค บริโภคได้ที่ บริษัท เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ซอยอารีย์ 2 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ กันได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2567 นี้ รวมถึงร่วมบริจาคได้ที่ เลขที่บัญชี 103-815-8720 ธนาคารกสิกรไทย (บัญชีกระแสรายวัน) ชื่อบัญชี บจก. เลิฟ อิส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เพื่อการกุศล จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2567 นี้ เช่นเดียวกัน … แล้วเราจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกันครับ“

งานนี้มีสะดุ้งกับความทำถึงของละคร ศึกเสน่หา ไกรทอง ชาละวัน ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ในเครือ อาร์เอส กรุ๊ป เพราะเปิดเรื่องมาอีพีแรก ก็ต้องสะพรึงกับซีจีจระเข้ที่ทำถึงมาก และที่ทำถึงไปมากกว่านั้น นั่นคือเรื่องของนักแสดงไม่ว่าจะเป็น “กอล์ฟ อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา” ในบทไกรทอง “เทียน อัจฉรี บัวเขียว” ในบท ตะเภาแก้ว “ไอซ์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร” ในบท ตะเภาทอง และ พญาชาละวันสุดหล่อ “โอห์ม ฐิติวัฒน์ ฤทธิ์ประเสริฐ” ต่างมีเหตุการณ์เรื่องราวที่ลุ้นระทึก
ตอนแรกเป็นฉากที่ ตะเภาทอง(ไอซ์) กำลังงมหากุ้งอยู่ในแม่น้ำ ในขณะที่อีกฟาก ไกรทอง(กอล์ฟ) ที่นั่งตกปลาอยู่ริมแม่น้ำก็สัมผัสได้ถึงพญาจระเข้ เพราะ เดช(บอย) กำลังทำพิธีเรียก พญาจระเข้อยู่อีกฝั่งน้ำเพื่อหวังฆ่านำเขี้ยวเพชรไปขาย ไกรทองเร่งพายเรือ อีกด้านของตะเภาทองก็ยังคงงมกุ้งอยู่อย่างสนุกสนานโดยไม่รู้เลยว่าภัยกำลังมา ด้านตะเภาแก้ว(เทียน) พอรู้ความว่าน้องสาวออกไปงมกุ้งทั้งที่มีข่าวลือเรื่องจระเข้สะพัดทั่วคุ้งน้ำ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ในขณะนั้นเองชาละวันที่เห็นตะเภาทอง จึงแปลงกายเป็นชายหนุ่มรูปงาม เพื่อหวังใกล้ชิด
เบื้องหลังของอีพีแรก เป็นการรวมมิตรเรื่องราวของความสนุกตื่นเต้นมัดรวมไว้ตั้งแต่ตอนแรก แถมงานนี้จะได้เห็น แง่มุม การเปิดตัวของทุกตัวละครโดยเฉพาะ 4 ตัวละครหลักอย่าง กอล์ฟ เทียน โอห์ม ไอซ์ ที่สำคัญคนดูต้องตื่นเต้นไปกับความอลังการของซีจีจระเข้ตัวยักษ์ ที่ออกมาโลดแล่นให้ได้เห็นอยู่ตลอดในอีพีแรก โดยทั้งหมดนั้น เน้นฉากการถ่ายทำในใต้น้ำซะส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ ไอซ์ และโอห์มที่ต้องดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำทั้งวัน ส่วนกอล์ฟ และเทียนนั้น ยังโชคดีหน่อยที่ยังไม่ถึงคิวต้องถ่ายฉากใต้น้ำ เอาเป็นว่า หากใครชอบเรื่องราวความตื่นเต้น สำหรับละครเรื่องนี้ รับรองว่าตอบโจทย์แน่นอน เรื่องราวจะน่าสนุกและตื่นเต้นสมเป็นละครแอ็กชันแฟนตาซีแค่ไหนติดตามได้ในละคร ละคร ศึกเสน่หา ไกรทอง ชาละวัน ในวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน 2567 เวลา 18.00 น. ทางช่อง 8 กดเลข 27 เสนอเป็นตอนแรก และ สามารถรับชมย้อนหลังที่แรกที่เดียวที่ TrueID ผ่าน 3 ช่องทางแอปพลิเคชัน, เว็บ และกล่อง TrueID TV ดูฟรีทุกเครือข่าย

ถือเป็นการตอกย้ำอีกครั้งถึงบทบาทสำคัญในฐานะผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่นระดับโลก สำหรับคู่ซุปเปอร์สตาร์สุดฮอต “ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี” และ “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” ที่ล่าสุดเตรียมบินลัดฟ้าไปสร้างปรากฏการณ์ความปังให้กับวงการแฟชั่นอีกครั้ง โดยทั้งคู่มีคิวเข้าร่วมงานกาล่าสุดยิ่งใหญ่ “THE BOF500 CLASS OF 2024” ซึ่งเป็นการรวมตัวของบุคคลสำคัญด้านแฟชั่นระดับโลก โดยไบร์ทและใหม่ติดโผรายชื่อศิลปินที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในฐานะของลิสต์การจัดลำดับผู้ที่ทรงอิทธิพลบนโลกแฟชั่น ที่ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาและเสน่ห์อันเหลือล้น แต่ทั้งคู่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในสังคมอีกด้วย อีกทั้งยังเห็นได้จากการที่ไบร์ทและใหม่ยังคงยืนหนึ่งมีจำนวนผู้ติดตามทางอินสตา แกรมสูงสุดในประเทศไทยนั้นเอง โดยงานนี้จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2567 ณ SHANGRI-LA กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของทั้งคู่บนโลกแฟชั่นที่น่าจับตามองอย่างมากเลยทีเดียว

กรี๊ดให้สุดเสียง!! กับปรากฏการณ์ฟังเพลงที่จะทำให้คุณได้ฟันแอนด์ฟินแบบสุดใกล้ชิด ในงาน “SkyTrain Music Fest” ครั้งแรกในเอเชียกับการจัด Music Fest ในขบวนรถไฟฟ้าบีทีเอส แฟนเพลงจะได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับการออกเดินทางกับศิลปินและฟังเพลงไปด้วยกัน โดยครั้งนี้ได้ศิลปิน TPOP สุดฮอตจากค่าย XOXO Entertainment อย่าง เกิร์ลกรุ๊ปวง 4EVE “ตาออม, แฮนน่า, โจริญ, พั้นช์, อ๊ะอาย, มายด์, ฝ้าย” และ 7 หนุ่มวง ATLAS “มิวอ้อน, เออร์วิน, แทด, ไนซ์, ภูมิ, เจ็ท, จูเนียร์” มาร่วมกัน เอ็นเตอร์เทน สร้างความบันเทิงแบบเต็มแม็กซ์ งานนี้เตรียมพบกับเซอร์ไพรส์โชว์สุดเอ็กซ์คลูซีพ ในวันเสาร์ที่ 23 พ.ย. 2567 เวลา 13.00 น. ขบวน 4EVE และเวลา 15.30 น. ขบวน ATLAS ร่วมฟลูฟีลกับโมเมนต์ความประทับใจและความใกล้ชิดที่ไม่ซ้ำใคร

วง 4EVE เผยว่า “ดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติมากค่ะ ที่วง 4EVE ได้เป็น 1 ใน Line up ของศิลปินที่จะขึ้นโชว์ในงาน SkyTrain Music Fest ซึ่งเป็นครั้งแรกของการจัดงาน Music Fest ในขบวนรถไฟฟ้า การันตีเลยว่ามันต้องตื่นเต้นและสนุกมากๆ แน่นอนค่ะ แล้วพวกเราก็เตรียมตัวโดยการช่วยกันคิดว่าอยากจะเพอฟอร์แมนซ์โชว์ออกมาในรูปแบบไหน ซึ่งเราอยากให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมไปกับโชว์ของพวกเรา เพราะมันเป็นงานแสดงที่เราใกล้ชิดกับคนดูมากๆ สุดท้ายก็อยากจะชวนทุกคนให้มาร่วมสนุกไปกับบรรยากาศการฟังเพลงแบบใหม่ไปพร้อมกับพวกเรา แล้วมาเอ็นจอยโมเมนต์ร่วมกันค่ะ”

ด้านบอยแบนด์วง ATLAS กล่าวเสริมว่า “ตื่นเต้นมากครับที่จะได้ร่วมโปรเจกต์มิวสิคเฟสสุดยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกของพวกเราด้วยที่จะได้โชว์เพลงอย่างใกล้ชิดในรถไฟฟ้าบีทีเอส และก็ยังมีโมเมนต์ที่ให้ทุกคนได้ร่วมสนุกไปด้วยกัน รีบจับจองบัตรเข้ามากันนะครับ รับรองเลยว่าจะเป็นภาพความประทับใจที่แฟนๆ จะได้เก็บเป็นความทรงจำที่แสนพิเศษไปอีกนานเลยครับ”
ขอบคุณผู้สนับสนุน ขบวนเเห่งความสุข ที่มาร่วมเปิดประสบการณ์สุดพิเศษ SkyTrain Music Fest ได้แก่กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ออเรียนทัลคิตเชน มาม่าโอเค, เอส โคล่า, เบอร์ดี้ คาเฟ่, แอส เซ็ท ไวส์, ชินคันเซ็น ซูชิ, HELLO 4EVE ไม่อยากพลาดงานสุดพิเศษครั้งนี้ แฟนๆเตรียมพร้อม…กดจองบัตรวันเสาร์ที่ 28 กันยายน 2567 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไปทาง www.eventpop.me
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง
Facebook : https://www.facebook.com/SkyTrainMusicFest/
Instagram : https://www.instagram.com/skytrainmusicfest?igsh=YWdydG5reHl3MzI2&utm_source=qr
TikTok : www.tiktok.com/@skytrainmusicfest
X : https://x.com/SkytrainFest
#SkyTrainMusicFest
ชวนคุณมาเปิดประสบการณ์ศิลปะครั้งใหม่ กับงานนิทรรศการสุดล้ำระดับโลกสุดอลังการ ให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสจินตนาการสุดล้ำ กับ Modern Guru and the Path to Artificial Happiness โดย Japan Anime Movie Thailand ภายใต้การดูแลของ บริษัท ไฟว์สตาร์ เอเจนซี่ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดรีม
เอกซ์เพรส (เดกซ์) จำกัด และ ENESS Studio ออสเตรเลีย ที่ร่วมรังสรรค์ผลงาน ด้วยการเนรมิตพื้นที่
จัดแสดงนิทรรศการกว่า 2,000 ตารางเมตร ด้วย 4 คาแรคเตอร์สุดอาร์ตและฮีลใจ The Sun God, Whispering Mountains, The Forest Dancer และ Modern Guru ในรูปแบบ Interactive และ Immersive ผสมผสาน
พร้อมเปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้ – 5 ม.ค.2568 ชั้น 6 Attraction Hall ไอคอนสยาม
คุณพิชชาภา ณรงค์พันธ์ กรรมการผู้จัดการ Japan Anime Movie Thailand ภายใต้การดูแลของ บริษัท ไฟว์สตาร์ เอเจนซี่ จำกัด เปิดเผยว่า นิทรรศการ Modern Guru and the Path to Artificial Happiness ทาง ENESS Studio ประเทศออสเตรเลีย เป็นอีกหนึ่งงานที่เราได้เลือกเข้ามา งานนี้ได้สร้างสรรค์ขึ้น จากรูปแบบการแสดงด้วยแสงและเงา ที่สอดผสานไปกับท่วงทำนองดนตรีได้อย่างน่าประทับใจ
ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในเชิงโต้ตอบกับมนุษย์ และ AI ที่ถูกออกแบบมาให้ผสมผสานกับงานศิลปะได้อย่างลงตัวและล้ำสมัยเหนือจินตนาการ ที่ได้รับกระแสตอบรับจากการจัดแสดงในระดับนานาชาติมาแล้วมากมาย รวมถึงได้รับรางวัลการันตรีผลงาน ด้วยรางวัลชนะเลิศ LIT Lighting Design Award รางวัลการออกแบบแสงสว่าง สาขาการจัดแสดงแสงสว่างเชิงโต้ตอบและศิลปะแห่งแสง โดยเข้าชมได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ – 5 มกราคม 2568 ชั้น 6 Attraction Hall ไอคอนสยาม
“ในประเทศไทย เราได้หยิบยกเอา 4 คาแรคเตอร์สุดพิเศษมาจัดแสดง บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ในรูปแบบ Interactive และ Immersive แบบผสมผสาน ที่จะนำพาคุณออกไปผจญภัยและปลดปล่อยจินตนาการให้ลอยล่องเติมเต็มทุกความสุข ไปกับ 4 คาแรคเตอร์ที่ได้รับการสร้างสรรค์มาเป็นพิเศษ เพื่อมอบเรื่องราวสุดประทับใจไม่รู้จบ อย่าง The Sun God บันไดสู่เทพเจ้า เส้นทางแห่งแสงดึงดูดให้ผู้คนก้าวเดินไปบนจุดสูงสุดและสัมผัสแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ดั่งอิคารัส ผู้ท้าทายเทพอะพอลโล, Whispering Mountains ภูเขาแห่งเสียงกระซิบ ที่จะโต้ตอบผู้คนผ่านสัมผัสและการโอบกอด, The Forest Dancer นักเต้นสาวแห่งพงไพร ที่มาพร้อมความสูงถึง 6 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางนิทรรศการ และ Modern Guru ตัวชูโรงของงาน ปราชญ์
ผู้หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งที่สร้างขึ้นจากนวัตกรรม AI เพื่อมอบคำทำนายไม่จำกัดให้ผู้ชมที่ผ่านไปมาได้รับฟัง และนอกจากนี้ ยังมีโซนจำหน่ายสินค้าที่ระลึก และกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟสุดเซอร์ไพรส์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะให้ได้รับชมและร่วมสนุกตลอดทั้งงาน ซึ่งรับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน” คุณพิชชาภา กล่าว
คุณพิชชาภา กล่าวเพิ่มเติมว่า Modern Guru and the Path to Artificial Happiness ซึ่งจัดขึ้น
ในประเทศไทยครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง Japan Anime Movie Thailand ภายใต้การดูแลของ บริษัท ไฟว์สตาร์ เอเจนซี่ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดรีม เอกซ์เพรส (เดกซ์) จำกัด และ ENESS Studio จากประเทศออสเตรเลีย โดยจัดขึ้นในประเทศไทยเป็นประเทศที่ 3 ของเอเชีย ผู้เข้าชมงานจะได้รับประสบการณ์ สุดพิเศษแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เราจัดเต็มแบบครบเครื่อง ทั้งในเรื่องของแสง สี เสียง เต็มอิ่ม จุใจแน่นอนกว่า
4 เดือน อยากให้ได้ลองมาสัมผัส แล้วคุณจะกลับไปด้วยใจฟูแน่นอน
งานนี้นักแสดงสาวอย่าง ฟรีน-สโรชา ถึงกับเอ่ยปากชมไม่หยุด บอกเล่าเรื่องราวหลังจากได้ชมนิทรรศการว่า ตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ สัมผัสแรกที่เข้าไป มันเหมือนเราได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเรา ปล่อยจอยไปกับสภาพแวดล้อมตรงนั้น รู้สึกสบายใจและผ่อนคลาย มันฮีลใจได้ดีมากๆ คาแรคเตอร์น้องๆ ก็อาร์ตสุดๆ
ที่สำคัญนี่เป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับงานศิลปะที่สามารถโต้ตอบกับความรู้สึกได้ แสง สี เสียง องค์ประกอบทุกอย่างมันลงตัวไปหมด ล้ำสมัยมาก เชื่อว่าทุกคนต้องชอบ อยากให้ได้มาสัมผัสกันทุกคนเลยค่ะ
สำหรับแฟนๆ ที่สนใจเข้าชมและสัมผัสนิทรรศการแนวใหม่สุดล้ำ สามารถเข้าชม ‘Modern Guru and the Path to Artificial Happiness’ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 5 มกราคม 2568 เวลาจัดแสดง 11.00 – 20.00 น.
ณ ไอคอนสยาม Attraction Hall ชั้น 6 ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับงานนิทรรศการเพิ่มเติมได้ทาง
Page Facebook : Modern Guru and the Path to Artificial Happiness และ Japan Anime Movie Thailand www.facebook.com/japananimemoviethailand
VDO : https://www.facebook.com/share/v/HZpCcxGs1doozGtY/?mibextid=U8WOFx

THE PARKINSON CHAMBER ORCHESTRA CONCERT
ทนกระแสเรียกร้องไม่ไหวต้นสังกัด SPICYDISC (สไปร์ซซี่ ดิสก์) ประกาศจัดคอนเสิร์ตวง The Parkinson ORCHESTRA (เดอะ พาร์คินสัน ออเครสตรา) อีกครั้ง โดยรอบใหม่นี้มาในชื่อ “THE PARKINSON CHAMBER ORCHESTRA CONCERT” (เดอะ พาร์คินสัน แชมเบอร์ ออเครสตรา คอนเสิร์ต) ซึ่งท่านใดที่พลาดคอนเสิร์ตรอบที่แล้ว หรือบางท่านอาจยังไม่จุใจ อยากมาชมอีกรับรองจะได้รับประสบการณ์อันน่าประทับใจ สนุกไปกับรูปแบบโชว์ที่วงร่วมกับวงออเครสตรารังสรรค์ขึ้นมา โดยจะได้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น ดื่มด่ำไปกับบทเพลงทั้งหมดจาก เดอะ พาร์คินสัน ที่ทุกคนชื่นชอบด้วยการเรียงร้อยดนตรีใหม่โดยทีมงาน Orchestra มืออาชีพแบบจัดเต็มทั้งเครื่องสาย, เครื่องเป่า และทีมประสานเสียง มาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในการชมคอนเสิร์ตจาก เดอะ พาร์คินสัน มีความละมุนด้วยเสียงร้องจาก “กานต์” โยกตัวเพลินๆ ไปกับเสียงเบสจาก “โต” และ ริสธึ่มแน่นๆ จากกลองของ “เบียร์” มาเพิ่มพูนให้โชว์ครั้งนี้เต็มอิ่มมากกว่าเคย เพิ่มรอบทั้งทีต้องมีอะไรที่ต่างไปจากเดิม ! แต่จะเป็นอะไรนั้นต้องของ อุปส์ ไว้ก่อนแล้วไปพบกันในวันคอนเสิร์ต รับรองเลยว่าทุกคนจะต้องตราตรึงไปกับคอนเสิร์ตครั้งนี้อย่างแน่นอน

คอนเสิร์ต “THE PARKINSON CHAMBER ORCHESTRA CONCERT” (เดอะ พาร์คินสัน แชมเบอร์ ออเครสตรา คอนเสิร์ต) จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ.2567 เวลา 13.30 น. ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ บัตรนั่งราคา 4,000 / 3,500 / 3,000 / 2,500 / 2,000 และ 1,200 บาท เปิดจำหน่ายบัตรทาง www.theconcert.com ซึ่งจะเปิดจำหน่ายบัตรรอบ Pre – Sale สำหรับสมาชิก SPICY CLUB ในวันที่ 29 – 30 สิงหาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ( จำกัด 2 ใบต่อการซื้อ 1 สิทธิ์ ) และเปิดจำหน่ายบัตรรอบปกติในวันที่ 1 กันยายน 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB / IG / X : SPICYEVENT , SPICYDISC และ THE PARKINSON

“BLKGEM” (แบล็คเจ็ม) สถาบันศิลปะบันเทิง ในเครือ GMM MUSIC เปิดตัวแบรนด์แฟชั่น BLKGEM APPAREL เอาใจสายสตรีทสุดเทรนดี้
หลังจากเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่าน “BLKGEM” (แบล็คเจ็ม) สถาบันพัฒนาศิลปินที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่าง GMM MUSIC และ HARLEM SHAKE ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรในวงการบันเทิงแบบครบทุกมิติทั้งร้อง ทั้งเต้นตลอดจนการ Performance แบบมืออาชีพ ล่าสุด BLKGEM ได้ขยับตัวอีกก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่น เปิดตัวสตรีทแวร์ภายใต้ แบรนด์ “BLKGEM APPAREL” (แบล็คเจ็ม แอ็พแพเร็ล) พร้อมออก Collection แรก “Black to Basic” ซึ่งได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวไป เมื่อวัน ที่ 21 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ณ KING POWER (ซอยรางน้ำ) ในชื่องาน BLKGEM APPAREL “THE FIRST RUNWAY SHOW” กับแฟชั่นโชว์ครั้งยิ่งใหญ่กับนายแบบและนางแบบกว่า 45 คน และแขกผู้เข้าร่วม มากกว่า 600 ท่าน และยังมีรันเวย์ที่มีความยาวถึงสามชั้นจึงนับเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของโชว์ ด้วยมุมมองในการดูที่กว้างและมีมิติที่พิเศษมากขึ้น ซึ่งท่ามกลางประสบการณ์นี้จะมีแฟชั่นโชว์ที่นำเสนอ Artistic Couture ของ แบรนด์ BLKGEM APPAREL ผ่านเหล่านายแบบและนางแบบที่ส่วนใหญ เป็นศิลปิน T-Pop รุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง อาทิเช่น เจเจ กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม, ทิกเกอร์ อชิระ เทริโอ, ศิลปินบอยกรุ๊ปวง PERSES, ศิลปินเกิร์ล กรุ๊ปวง ALALA และ VIIS เป็นต้น
หัวใจสำคัญของแบรนด์ BLKGEM APPAREL เริ่มมาจากการรวมตัว ของสามคนที่รักแฟชั่น โดยผู้บริหาร BLKGEM ซึ่งเป็นครูสอนเต้นอันดับ ต้นๆของประเทศ ครูเจด้า อภิสราฐ์ เพชรเรืองรอง ได้ชักชวนคุณ กฤษฎา ประทุมมา และคุณ วัฒนา ชัยเชษฐอมร หรือสองคนที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ สตรีทไทยทีม Dot Different มาร่วมกันสร้าง BLKGEM APPAREL ด้วยเป้าหมายว่า อยากที่จะเห็นผู้คนสนุกสนานกับการใช้ชีวิตผ่านการเลือก เสื้อผ้าที่ดูเบสิค และนำมาสไตล์ลิ่งให้พิเศษ มีสไตล์ และมีคาแรคเตอร์ใน แบบของตนเอง พร้อมกับเสริมความมั่นใจให้กับทุกคนมากขึ้น ซึ่งเป้าหมายนี้ ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านเสื้อผ้าทุกชิ้นของแบรนด์ที่ออกเป็นแนว High Street Fashion และแฝงไปด้วยรายละเอียดกิมมิคเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในงานออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงนับเป็นแบรนด์ที่ใส่ได้ตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่นไปยังวัยทำงาน เพื่อสร้างลุคที่เรียบง่ายแต่มีสไตล์
โดยไอเดียเหล่านี้ ก็ได้ถูกถ่ายทอดผ่าน Collection แรกของแบรนด์ที่มีชื่อ ว่า “Black to Basic” กับเสื้อผ้าทุกชิ้นที่เป็นสีดำ เพราะสีดำเป็นสี Basic ที่หลายคนหยิบใส่ได้อย่างมั่นใจ โดยจะมีไอเทมที่หลากหลาย ตั้งแต่เสื้อยืด กางเกง เชิ้ต แจ๊คเก็ต สูท ยีนต์ สปอร์ตแฟชั่น ไปยัง Accessory เช่น หมวก เครื่องประดับ กระเป๋าหนัง รวมไปถึงน้ำหอมอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นความพิเศษหลักของ BLKGEM APPAREL คือความสำคัญที่แบรนด์ให้ ในส่วนของช่วงการผลิต ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นสามส่วน
ส่วนแรกคือโรงงานที่ใช้ผลิตที่จะต้องมีผลงานตัดเย็บเสื้อผ้าส่งออกต่างประเทศ โดยมีมาตรฐานคือ คุณภาพของสินค้าจะต้องเทียบเท่าแบรนด์ต่างประเทศ อย่างเช่นน้ำหอมในคอลเลคชั่น ที่ใช้ผู้ผลิตระดับ Top 3 ของประเทศเพื่อสร้างกลิ่นน้ำหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของ BLKGEM หรือกระเป๋าหนัง ที่ถูกผลิตโดยทีมที่มีความรู้รอบด้าน เจาะลึกทุกรายละเอียด เข้าใจเทรนด์ และเข้าใจการใช้งานของคนยุคสมัยใหม่
นอกจากความสำคัญที่ให้กับโรงงานและทีมงานผลิตแล้ว การเลือกใช้ Material ที่เหมาะสม ก็เป็นอีกสิ่งที่พิเศษของแบรนด์ โดยเสื้อยืดทุกตัว จะผลิตโดยใช้ Cotton USA ที่มีเส้นใยที่ยาวกว่า Cotton ทั่วไป เพื่อให้เนื้อ ผ้ามีสัมผัสที่นุ่ม หรือเรียกอีกอย่างว่า Micro Brushing texture ซึ่งอุปกรณ์ในการขัดจะใช้วัสดุเดียวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการเจียระไนเพชร จึงทำให้ผิวด้านหน้าของผ้าเกิดเป็นไรขนผ้าที่ฟูแน่น สม่ำเสมอ และมีสัมผัสที่นุ่มเป็นพิเศษ “Black to Basic” Collection ก็ยังมีไอเทมที่เป็นงาน Limited ที่จะขายในระยะเวลาและปริมาณจำกัด ซึ่งแน่นอนว่าความพิเศษของงานนี้จะเริ่มจากทีมออกแบบที่สามารถสร้างผลงานตามเทรนด์โลกพร้อมกับใช้ผ้าหรือวัสดุที่หายากและมีจำนวนจำกัด และที่สำคัญจะเป็นไอเทมที่ไม่ผลิตซ้ำ ซึ่งบางไอเทมอาจมีเพียงแค่ 10 ชิ้นในโลกเท่านั้น เรียกได้ว่าสินค้างาน Limitedจะเป็นที่น่าจับจองของคนรักแฟชั่นที่เป็นเอกลักษณ์อย่างแน่นอน
โดยทั้งหมดทั้งมวล แบรนด์ BLKGEM APPAREL ถูกสร้างขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในแฟชั่นและต้องการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และความเป็นตัวของตัวเอง เป็นผู้นำเทรนด์ที่ใช้แฟชั่นเป็นสื่อกลางในการบ่งบอกอัตลักษณ์ส่วนตัว ซึ่ง “Black to Basic” Collection นั้น ด้วยการผสมผสานสตรีทแวร์เป็นพื้นฐานแบบที่มีเอกลักษณ์ ก็พร้อมที่จะส่งเสริมให้ทุกคนแสดงออกถึงสไตล์และเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างลุคที่ไม่เหมือนใครและสะท้อนถึงคุณค่าและจิตวิญญาณทางศิลปะ