“THE WEEKND” คิกออฟทัวร์แล้วที่โตเกียว! กับ “AFTER HOURS TIL DAWN STADIUM TOUR” จัดเต็มโปรดักชันสุดปัง พร้อมเปิดตัวเพลงใหม่ที่แรก! แฟนชาวไทยห้ามพลาด บัตรรอบสุดท้าย 13 ตุลายังมี ซื้อด่วนที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์
“The Weeknd” (เดอะ วีคเอนด์) ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกเจ้าของผลงานระดับไดมอนด์ ได้เปิดฉากบทสุดท้ายของ After Hours Til Dawn Stadium Tour ซึ่งเป็นทัวร์ที่สร้างสถิติอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเดินทางมาสู่เอเชียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ผ่านการแสดง 2 รอบติดต่อกัน ณ เบลลูน่า โดม กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 19 และ 20 กันยายนที่ผ่านมา
การแสดงในเอเชียจำนวน 17 รอบครั้งนี้ถือเป็นช่วงสุดท้ายของ After Hours Til Dawn Stadium Tour และเป็นโอกาสสำคัญครั้งสุดท้ายที่แฟนเพลงทั่วภูมิภาคจะได้สัมผัสโปรดักชันอันเป็นเอกลักษณ์ของทัวร์ The Weeknd มีกำหนดการแสดงที่ประเทศไทยในวันที่ 11 – 13 ตุลาคมนี้ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ Creepy Nuts โดยบัตรสองรอบการแสดงแรกจำหน่ายหมดเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงรอบการแสดง 13 ตุลาคม จำนวนจำกัดเท่านั้น
ในคืนเปิดทัวร์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา The Weeknd ได้เชิญ “Yoko Takahashi” (โยโกะ ทาคาฮาชิ) ขึ้นร่วมแสดงเพลงฮิตอมตะปี 1995 อย่าง “A Cruel Angel’s Thesis” เพลงเปิดของอนิเมะชื่อดัง Neon Genesis Evangelion นอกจากนี้ การแสดงที่โตเกียวยังเป็นการเปิดตัวเพลงใหม่ที่ร่วมงานกับทาคาฮาชิเป็นครั้งแรก พร้อมภาพวิชวลบนเวทีที่ออกแบบโดย “Yoko Taro” (โยโกะ ทาโร) ซึ่งผสานองค์ประกอบจาก NieR และ Neon Genesis Evangelion เข้าด้วยกันอย่างโดดเด่น
เซ็ตการแสดงความยาวกว่า 2 ชั่วโมงเต็มไปด้วยเพลงฮิตจากผลงานของ The Weeknd อาทิ “Popular” “One of the Girls” “Less Than Zero” “Out of Time” ซึ่งร่วมแสดงกับ Tomoko Aran ต่อด้วย “Kiss Land” และ “Blinding Lights” รวมถึงเพลงฮิตอีกมากมาย พร้อมด้วยการแสดงจากศิลปินรับเชิญ Creepy Nuts และดีเจชาวญี่ปุ่น ¥ØU$UK€ ¥UK1MAT$U ซึ่งจะร่วมเป็นแขกรับเชิญพิเศษในรอบการแสดงตลอดทัวร์เอเชีย
ทัวร์เอเชียครั้งนี้นำเสนอองค์ประกอบด้านโปรดักชันที่สร้างสรรค์ร่วมกับศิลปินและนักออกแบบชาวญี่ปุ่นชื่อดังหลายราย โดยจุดศูนย์กลางของเวทีคือประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ออกแบบโดยศิลปินชาวญี่ปุ่น Hajime Sorayama (ฮาจิเมะ โซรายามะ) ซึ่งมีความสูงประมาณ 12 เมตร หรือ 40 ฟุต ใหญ่กว่ารูปปั้นที่เคยใช้ในช่วงก่อนหน้าของทัวร์ก่อนปี 2026 มากกว่าสองเท่า และถือเป็นหนึ่งในผลงานศิลปะที่ได้รับการว่าจ้างซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยถูกนำมาใช้ในโปรดักชันการแสดงสด
ประติมากรรมชิ้นนี้แกะสลักด้วยมือจากโฟมโพลีสไตรีน โดยช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นในจังหวัดโทยามะ ก่อนเก็บรายละเอียดด้วยการเคลือบอะลูมิเนียมสีทองสูงหลายชั้นพร้อมติดตั้งไฟเลเซอร์บริเวณดวงตา และเอฟเฟกต์ควันที่ฝ่ามือกลายเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการแสดง
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานของศิลปินร่วมสมัยชาวญี่ปุ่น Tetsuya Nakamura (เท็ตสึยะ นากามูระ) ผู้สร้างสรรค์หน้ากากที่ The Weeknd สวมใส่บนเวที ความร่วมมือนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2023 เมื่อนากามูระออกแบบหน้ากาก ไมโครโฟน และขาตั้งไมโครโฟนสีโครมซิลเวอร์ ก่อนขยายไปสู่การออกแบบหน้ากากและชุดเกราะร่วมกับโซรายามะสำหรับทัวร์ปี 2026
ขณะเดียวกัน Yohji Yamamoto POUR HOMME ได้รังสรรค์ชุดการแสดงพิเศษสำหรับThe Weekndโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่นำศิลปะ แฟชั่น และงานออกแบบจากญี่ปุ่นมาผสานเข้ากับโปรดักชันของทัวร์ได้อย่างลงตัวในช่วงสุดท้ายของทัวร์นี้
การแสดงรอบเปิดทัวร์เกิดขึ้นหลังการเปิดตัวครั้งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาเยือนญี่ปุ่นครั้งแรกในรอบ 7 ปีของ The Weeknd ก่อนเริ่มการแสดง เขาปรากฏบนปกนิตยสาร GQ Asia ถึง 4 ครั้ง พร้อมเปิดเผยว่ากำลังรีมาสเตอร์อัลบั้มเปิดตัวในปี 2013 อย่าง Kiss Land ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น และยืนยันว่าเขายังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานเพลงต่อไป พร้อมข้อความว่า “The Weeknd isn’t going anywhere.”
นอกจากการเปิดทัวร์อย่างยิ่งใหญ่แล้ว The Weeknd ยังเข้ายึดพื้นที่ทั้ง 3 ชั้นของ Universal Music Store Harajuku สำหรับป๊อปอัปสโตร์ After Hours Til Dawn เป็นครั้งแรก พร้อมนำเสนอสินค้าที่ระลึกสุดพิเศษ นิทรรศการเกี่ยวกับทัวร์ ผลงานเพลงพิเศษ และคอลเลกชัน After Hours Til Dawn ที่ออกแบบโดย โยชิทากะ Yoshitaka Amano (โยชิทากะ อามาโนะ)
นอกจากนี้ ยังมีรถไฟขบวนพิเศษที่ตกแต่งด้วยภาพวิชวลของทัวร์และผลงานของอามาโนะวิ่งให้บริการทั่วกรุงโตเกียว และการแสดงไฟสีเขียวบนตึกโตเกียวทาวเวอร์ อันเป็นเอกลักษณ์ของอัลบั้ม Kiss Land เพื่อต้อนรับการกลับมาของ The Weeknd ก่อนการแสดง 2 รอบที่บัตรจำหน่ายหมดเกลี้ยง ณ เบลลูน่า โดม
ทัวร์เอเชียครั้งนี้ต่อเนื่องจากการแสดงในยุโรปและสหราชอาณาจักรปี 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลง โดยทำรายได้มากกว่า 345 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้อนรับแฟนเพลงกว่า 2.3 ล้านคน จากการแสดง 42 รอบตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา
ตลอดช่วงดังกล่าว ทัวร์ยังสามารถระดมเงินบริจาคเพื่อการกุศลได้มากกว่า 2.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WFP) และ Global Citizen ขณะเดียวกัน After Hours Til Dawn Stadium Tour ยังครองอันดับหนึ่งบนชาร์ต Boxscore ประจำเดือนกรกฎาคมของ Billboard ด้วยรายได้กว่า 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยอดจำหน่ายบัตรเกือบ 900,000 ใบ เฉพาะในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว
นับตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2022 After Hours Til Dawn Stadium Tour ได้เดินทางไปทั่วอเมริกาเหนือ ยุโรป สหราชอาณาจักร ละตินอเมริกา และออสเตรเลีย โดย The Weeknd กลับไปจัดการแสดงรอบที่สองในเกือบทุกภูมิภาค
ขณะที่การเดินทางมายังเอเชียในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ทัวร์นำโปรดักชันเต็มรูปแบบมาสู่แฟนเพลงในภูมิภาค
เมื่อปีที่ผ่านมา ทัวร์ที่สร้างสถิติครั้งนี้มีรายได้รวมทั่วโลกทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากมีการเพิ่มรอบการแสดงในปี 2026 ที่ยุโรป สหราชอาณาจักร และละตินอเมริกา โดยมียอดจำหน่ายบัตรรวมกว่า 7.5 ล้านใบ จากการแสดง 153 รอบ
หลังจากโตเกียว After Hours Til Dawn Stadium Tour จะเดินทางต่อไปยังกรุงจาการ์ตาในสุดสัปดาห์หน้า ก่อนมุ่งหน้าสู่สิงคโปร์ โซล กรุงเทพฯ ฮ่องกง และกัวลาลัมเปอร์ จากเดิมที่ประกาศไว้ 11 รอบการแสดงในสนามกีฬา ด้วยกระแสความต้องการบัตรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทัวร์เอเชียได้ขยายเป็น 17 รอบการแสดง ซึ่งรวมถึง 3 รอบในกรุงเทพฯ และ 4 รอบในฮ่องกง และการแสดงที่มีการเพิ่มรอบในเมืองอื่น ๆ ตลอดเส้นทางทัวร์
ในฐานะส่วนหนึ่งของ After Hours Til Dawn 2026 Tour, The Weeknd ยังคงสานต่อความร่วมมือกับ Global Citizen เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเด็กทั่วโลก ผ่าน FIFA Global Citizen Education Fund พร้อมสานต่อความร่วมมือระยะยาวกับ โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WFP) โดยเงินทุนจะสนับสนุน XO Humanitarian Fund และการรับมือกับวิกฤตความหิวโหยทั่วโลกของ WFP
สำหรับบัตรทุกใบที่จำหน่ายตลอดทัวร์เอเชีย จะมีการบริจาคเงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่าสกุลเงินท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนทั้งสององค์กรดังกล่าว*
*ไม่รวมรอบการแสดงที่จาการ์ตา
ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ theweeknd.com/tour
