ผู้กำกับ “คิมซองโฮ” แชร์โมเมนต์ประทับใจและเบื้องหลังการถ่ายทำ “Wind Up” ตีโฮมรันให้ทัชใจทุกพื้นที่ วันนี้ ในโรงภาพยนตร์
เดินหน้าสร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่องกับภาพยนตร์มิตรภาพชวนอบอุ่นหัวใจ “Wind Up ไวนด์อัพ” ที่ได้สองหนุ่มไอดอลชื่อดัง “เจโน่” และ “แจมิน” จากวง “NCT” มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสุดทัชใจชวนคนดูให้น้ำตาซึมทุกที่นั่ง โดย “มงคลซีนีม่า” ได้รับเกียรติจากผู้กำกับ “คิมซองโฮ” ผู้เคยฝากผลงานสุดซึ้งอย่าง “Move to Heaven” (2021) มาร่วมแชร์ประสบการณ์ ความประทับใจ และโมเมนต์เบื้องหลังการถ่ายทำที่จะทำให้เหล่าแฟนๆ ต้องอมยิ้มตามไม่หยุด
คลิปสัมภาษณ์
จุดเริ่มต้นของ “Wind Up” เวอร์ชันภาพยนตร์
ตอนแรก “Wind Up” เป็นรูปแบบซีรีส์ชอร์ตฟอร์ม เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กหนุ่มสองคนวัยมัธยมปลายที่มีความฝัน ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ร่วมกันกับค่าย “SM Entertainment” ซึ่งทาง SM ได้ส่งนักแสดงมาสองคนคือ “เจโน่” และ “แจมิน” จากตอนแรกที่ถ่ายชอร์ตฟอร์มก็มีไอเดียว่าจะนำมาทำมิวสิกวิดีโอด้วยเลยมีการถ่ายให้เป็นแนวนอนเอาไว้ตั้งแต่แรก และด้วยความที่ซีรีส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จมากๆ ก็เลยได้นำมาสู่เป็นเวอร์ชันภาพยนตร์ในวันนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เกาหลีใต้ยังไม่เคยมีซีรีส์ชอร์ตฟอร์มเรื่องไหนเลยที่ออกมาเป็นเวอร์ชันเต็มจอขนาดนี้ หลังจากที่มีเรื่องนี้ออกมาก็ได้ยินมาว่ามีซีรีส์ชอร์ตฟอร์มเรื่องอื่นๆ กำลังจะวางแผนออกฉายในแบบภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน
สองคาแร็กเตอร์นำของเรื่องนี้ “เจโน่-แจมิน” มีความเหมาะสมกับบทบาทอย่างไร
นักแสดงนำทั้งสองคนจะมีบท “อูจิน” เป็นนักกีฬาเบสบอลมีตำแหน่งพิตเชอร์เป็นคนปาลูกแต่ว่ามีอยู่วันหนึ่งเขาเกิดมีปมในใจทำให้ไม่สามารถขว้างลูกได้ ส่วนอีกคนหนึ่งคือ “แทฮี” เป็นเด็กที่สดใสมากและก็เข้ามาเป็นคนที่ฉุดอูจินขึ้นมาให้เขาสามารถกลับมาเล่นกีฬาได้อีกครั้ง ด้วยความที่ “แจมิน” เขาเคยแสดงละครมาก่อนแล้ว เดิมทีตอนแรกคิดว่าเขาน่าจะเหมาะกับบทอูจินมากกว่า แต่ผมก็บอกทีมงานว่าอย่าเพิ่งตัดสินใจ อันนี้แค่เป็นสิ่งที่ผมคิดไว้อย่างเดียว พอถึงวันที่ได้มาเจอนักแสดงทั้งสองคน ผมต้องการที่จะเรียนรู้และซึมซับนิสัยของทั้งคู่ก่อน ดูว่าใครเหมาะกับบทอะไรซึ่งทันทีที่เริ่มบทสนทนา ผมก็ตัดสินใจได้เลยว่าบทอูจินต้องเป็น “เจโน่” เหมาะมากๆ คือตัวเจโน่มีเคมีบางอย่างที่เหมือนอูจิน ซึ่งก็เหมือนกับที่ผมคิดไว้ครับ ส่วนแจมินเองผมรู้สึกได้ตั้งแต่วันที่อ่านสคริปต์ว่าเขามีบางอย่างที่เหมือนแทฮี เป็นคนที่สดใสร่าเริงและมองโลกในแง่ดี เพราะแบบนี้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ถ่ายทำก็ไม่มีอะไรที่ผิดคาดเลย เหมือนกับที่คิดไว้ตั้งแต่แรกทุกอย่าง แล้วทั้งสองคนนี้ในชีวิตจริงเขาก็หยอกล้อกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วครับ ถ้าทุกคนได้ดูในหนังก็จะได้เห็นแทฮีกับอูจินเขาเล่นกันยังไง ในชีวิตจริงเจโน่กับแจมินเขาก็เล่นกันอย่างนั้นเลย
จากปรากฏการณ์ซีรีส์ชอร์ตฟอร์มสู่รูปแบบใหม่บนจอภาพยนตร์
เอาตรง ๆ ผมตกใจมาก ผมรู้อยู่แล้วว่า “NCT” ดังและก็มีแฟนคลับเยอะ แต่ผมก็ยังจินตนาการไม่ออกว่าเยอะขนาดไหน พอออกอากาศในแพลตฟอร์ม KITZ เห็นยอดวันละ 1 ล้านวิวทุกวัน ก็ทำให้ผมเริ่มรู้สึกได้แล้วว่าแฟนคลับด้อม “NCT” มหาศาลมากๆ และก็ตั้งแต่ที่เห็นยอดวิววันแรก คือกลายเป็นว่าผมตื่นมาทุกเช้าก็จะเช็กยอดวิวก่อนตลอดเลย ซึ่งพอเป็นเวอร์ชันภาพยนตร์ จากเดิมที่เป็นชอร์ตฟอร์มคนดูจะได้เห็นแค่หน้า โฟกัสหน้าของนักแสดงได้เห็นมุมแคบๆ ใช่ไหมครับ แต่ว่าพอมาเป็นภาพยนตร์ทุกคนก็จะได้เห็นทิวทัศน์ ได้เห็นวิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้น รวมถึงเพลงประกอบซาวนด์แทร็กต่างๆ ก็จะแตกต่างกันไปด้วย ทุกคน ทุกฉาก แต่ละฉากก็จะมีความยาวมากยิ่งขึ้น ซึ่งตรงนี้ผมใส่ใจรายละเอียดตั้งแต่ตอนที่ตัดต่อเลยว่าจะต้องใส่รายละเอียดยังไงให้กับคนดูได้สัมผัสแต่ละฉากได้อย่างยาวนานมากขึ้น
เรื่องราวแห่งมิตรภาพที่ถูกเล่าผ่านกีฬาเบสบอล
คือจริงๆ ผมก็ไม่ได้ชอบกีฬาเบสบอลขนาดนั้น เพียงแต่ว่ากีฬาเบสบอลเป็นอะไรที่อยู่รอบตัวผมตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย โรงเรียนก็เป็นที่โด่งดังเรื่องเบสบอลทำให้ผมคุ้นเคยกับกีฬาประเภทนี้ แล้วก็มักจะดูหนังที่เกี่ยวกับกีฬาเบสบอลบ่อย เคยดูหนังที่ “แบรด พิตต์” เล่นเรื่อง “Moneyball” (2011) ตั้งแต่ดูเรื่องนั้นก็เลยเหมือนเป็นความฝันเล็กๆ ว่าสักวันหนึ่งเราก็อยากจะทำหนังเกี่ยวกับเบสบอลสักเรื่องเหมือนกัน แล้ววันนี้ก็ได้มาทำหนังเรื่องนี้แล้ว ก็เหมือนฝันที่เป็นจริง และการที่จะเล่าถึงหนัง Coming of age ความฝันของนักเรียนมัธยมปลายเกี่ยวกับการฟันฝ่าอุปสรรค คิดว่าเอากีฬานี้มาเล่าก็น่าจะเป็นอะไรที่ทำให้คนดูได้อินมากขึ้น มันเหมือนเป็นการสานฝันของเด็กคนหนึ่งที่เอามิตรภาพมาดึงไม่ให้ความฝันนั้นหลุดมือไป อีกอย่างคือที่เกาหลีใต้กีฬาเบสบอลก็เป็นที่นิยมมากๆ ด้วยเช่นกัน
เบื้องหลังการเตรียมตัวและ “เคมี” ที่ผู้กำกับตามหา
ผมประทับใจมากๆ ครับ ช่วงที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้ง “เจโน่” และ “แจมิน” ต้องเตรียมอัลบั้มด้วย อยู่ในช่วงทัวร์คอนเสิร์ตด้วย ทั้งสองมีตารางงานที่ยุ่งมากๆ แต่ก็ยังแบ่งเวลา ต่อให้มีเวลาเพียงเล็กน้อยก็ยังมาซ้อม ทั้งเรื่องของท่าทาง การตีลูก รับลูก ทุกอย่างต้องเหมือนนักกีฬาจริงๆ ผมรู้สึกประทับใจและขอบคุณทั้งสองคนมากๆ ที่ตั้งใจทุ่มเทฝึกเล่นกีฬาเบสบอลอย่างเต็มที่ อีกอย่างที่ผมสัมผัสได้เลยคือเรื่องของมิตรภาพและความน่ารักของทั้งคู่ การถ่ายทำเรื่องนี้ใช้เวลาสั้นมากๆ ต้องรีบถ่าย เพราะพวกเขามีตารางงานที่แน่นมาก ช่วงที่ถ่ายทำคือเป็นช่วง “ชูซ็อก” (วันขอบคุณพระเจ้ของเกาหลี) ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งสองคนพอจะมีคิวให้กองถ่าย ฉะนั้นด้วยความที่เวลาถ่ายสั้น ทั้งสองคนก็เลยเหนื่อยมาก ทีมงานก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ว่าทั้งสองคนเขาก็น่ารัก คือฝ่ายใดเหนื่อยอีกฝ่ายหนึ่งก็จะคอยเติมเต็มให้ คอยเป็นคนบูสต์พลังให้อีกฝ่าย ทำให้บรรยากาศในการถ่ายทำผ่านไปได้ด้วยดี และก็ผ่านไปได้ด้วยความสนุกสนานมากๆ
ฝีมือการแสดงของ “เจโน่-แจมิน”
ตอนแรกผมแอบกังวลนิดนึง เพราะทราบมาว่า “เจโน่” ไม่เคยผ่านการแสดงเลย แต่ว่าพอมาถ่ายทำจริงๆ ผมเห็นถึงความตั้งใจ เขาพยายามมาก ในขณะเดียวกันเขาก็มีความกังวลแล้วก็กดดันตัวเองมากเป็นพิเศษ บางครั้งเวลาถ่ายทำเขาก็เครียดเกินไป ผมต้องให้กำลังใจว่าไม่เป็นไร นายทำดีแล้ว ไม่ต้องเครียด สบายๆ ผมก็เลยรู้สึกประทับใจในความตั้งใจของเขา ผมคิดว่าเจโน่เขาเป็นอาร์ตทิสต์ มีการฝึกซ้อมการเพอร์ฟอร์แมนซ์บนเวทีของเขาอยู่แล้ว ฉะนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากอะไรกับการที่เขาจะมาแสดงหน้ากล้อง “แจมิน” เองก็ช่วยเจโน่ได้เยอะมากๆ ทั้งสองเขาเป็นเพื่อนกันทำให้เขาคุ้นเคยกันอยู่แล้ว และมีการคุยกันเยอะมาก พออยู่หน้ากล้องบางซีนมีบทที่ต้องพูดยาวๆ ก็มีลืมบ้าง แต่ว่าทั้งสองคนก็ช่วยกันต่อบทจนสุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี แล้วตอนที่ผมมาดูในขั้นตอนตัดต่อก็พบว่าหลายๆ บทสนทนามีการนอกบทด้วยคือไม่ได้อยู่ในสคริปต์ เขาช่วยกันต่อบทจนทำให้ผ่านซีนนั้นไปได้
ส่วนด้านแจมินเขามีเซนส์ในการแสดงที่ดีมาก ต้องบอกก่อนว่าสไตล์การถ่ายงานของผมคือจะไม่ได้ถ่ายแค่สั้นๆ แล้วก็คัต ผมจะปล่อยยาวเลยแล้วค่อยมาดูทีเดียว มาเลือกซีนเอาอีกทีหนึ่ง ฉะนั้นตัวนักแสดงพอเริ่มทำงานกับผมไปเรื่อยๆ เขาก็จะรู้สไตล์ผม แล้วพอเขารู้สึกว่าเขาพลาด เขาก็จะไม่บอกว่าผมขอถ่ายใหม่ เขาจะไม่พูด แต่ว่าเขาจะหาทางเอาตัวรอดยังไงก็ได้ให้ซีนนั้นสามารถจบลงได้ด้วยดี อันนี้ก็เป็นเซนส์ของแจมินเหมือนกัน จริงๆ แล้วถ้าใครได้ไปดูในโรงภาพยนตร์ให้สังเกตรีแอ็กชันของนักแสดงดีๆ ถ้าซีนไหนที่แบบว่าคนหนึ่งพูด แล้วอีกคนหนึ่งพูดตามว่า “อย่างงั้นเหรอ” นั่นคือเขานึกบทไม่ออก แต่ว่าก็ปล่อยไปเพราะว่าซีนนั้นดูธรรมชาติมากๆ
“เจโน่-แจมิน” บน “เวที” กับ “จอภาพยนตร์” แตกต่างกันอย่างไร
แน่นอนว่าแตกต่างกัน ในเวอร์ชันที่เขาเป็นไอดอล เขามีการแสดงผ่านกล้องตอนที่เขาถ่ายมิวสิกวิดีโอ แต่ว่าเวลามาถ่ายหนังมันจะมีซีนที่ต้องแสดงอารมณ์อย่างเช่น โกรธกัน ทะเลาะกัน ตะโกนใส่กัน คือพอเห็นเขาแสดงตอนแรก ผมรู้เลยว่าเขาไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน เพราะว่าเขาแสดงอารมณ์เวลาทะเลาะกันได้ไม่ค่อยเหมือนคนโกรธกันจริงๆ ผมมั่นใจว่าถ้าแฟนๆ ได้ไปดูในโรงภาพยนตร์ ฉากที่เขาทะเลาะกัน แฟนๆ ก็จะรู้สึกว่าเขาเหมือนไม่ได้ทะเลาะกันจริงๆ เพราะว่าเขาไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน
โมเมนต์ประทับใจในกองถ่าย “Wind Up”
สิ่งที่อยู่ในความทรงจำแล้วก็เป็นซีนที่ประทับใจผมที่สุด คือซีนที่ทั้งสองคนปั่นจักรยานท่ามกลางฝนตกแล้วก็ถือร่มมาด้วย ซึ่งจริงๆ ซีนนั้นเป็นซีนที่ถ่ายทำยากมาก ทางทีมงานต้องเตรียมงานกันเยอะมากเพื่อให้ซีนนั้นออกมาได้ด้วยดี พอผมมาดูในห้องตัดต่อแล้วก็รู้สึกประทับใจ ผมสัมผัสได้ถึงความตั้งใจทำงานของทั้งสองคนจริงๆ ซีนนี้ก็เลยเป็นซีนที่ประทับใจเป็นพิเศษ
จากผลงานเรียกน้ำตา “Move to Heaven” สู่ภาพยนตร์ทัชใจ “Wind Up”
ยังไงก็ต้องมีซีนเรียกน้ำตา บางซีนก็อาจจะให้ความรู้สึกที่คล้ายกับเรื่อง “Move to Heaven” เลย จริงๆ แล้วผมคิดเยอะมากว่าจะถ่ายทอดซีนอารมณ์นั้นให้คนดูอินไปด้วยได้ยังไง แต่ก็อยากให้มาลองมาชมกัน รับรองว่าน้ำตาไหลเหมือนกันแน่นอน ซีนที่คนดูน่าจะเห็นบ่อยๆ ในเรื่อง “Move to Heaven” ที่เป็นสโลว์โมชันเปิดประตูมาแล้วได้เห็นภาพที่อยู่ในห้องนั้นเรื่องนี้ก็จะเหมือนกัน ผมพูดมากไม่ได้เดี๋ยวจะเป็นการสปอยล์ แต่ว่ามีซีนสโลว์โมชันที่เปิดประตูออกมาแล้วก็จะได้เห็นภาพของเด็กสองคนอยู่ข้างในนั้นผมพยายามถ่ายทอดซีนอารมณ์ ถ้าเป็นอย่างเรื่อง “Move to Heaven” ก็จะเป็นฉากที่ “อีแจวอน” วิ่งสโลว์โมชัน แล้วก็มีเรื่องที่ “ดีโอ” แสดง (Bad Prosecutor, 2022) ก็มีซีนสโลว์โมชันที่เรียกอารมณ์เหมือนกัน เรื่องนี้ก็เช่นกันครับจะเป็นซีนที่ “อูจิน” ปั่นจักรยานสโลว์โมชัน แต่ว่าทำไมฉากนั้นถึงเรียกอารมณ์ ทำไมถึงเศร้า อันนี้ต้องไปรับชมด้วยตนเอง
เรื่องราวแห่งความฝันวัยเยาว์ การก้าวข้ามความเจ็บปวด และการเติบโต
ด้วยความที่เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเกี่ยวกับชีวิตของวัยรุ่นเรื่องราวตอนวัยเยาว์ การก้าวผ่านความเจ็บปวด ความไร้เดียงสาของเด็ก และการฟันฝ่าอุปสรรค ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะต้องมีประสบการณ์เหล่านี้มาอยู่แล้ว แต่ว่าที่สำคัญคือจะถ่ายทอดอารมณ์ความเจ็บปวดของตัวละครให้กับคนดูได้รู้สึกตามไปด้วยยังไง อันนี้คือสิ่งที่ผมกังวลมากแต่เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านี้กันมาแล้ว
หลังจากที่เดินทางมาประเทศไทย เห็น “Wind Up” หน้าโรงภาพยนตร์ รู้สึกตื่นเต้นมั้ย
ผมได้มีโอกาสไปถ่ายรูปหน้าป้ายมา ผมรู้สึกดีใจมากที่ “Wind Up” ได้มาอยู่ในประเทศไทย แล้วผมก็คาดหวังว่าคนไทยทุกคนจะชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมมาไทยรอบนี้ส่วนมากก็จะอยู่ตามห้าง ผมชอบอาหารไทยทุกอย่างเลย มานี่กินแต่อาหารไทยครับ โดยเฉพาะพวกอาหารตามสั่ง ข้าวราดต่างๆ แล้วก็อีกอย่างที่มาไทยในรอบนี้ ผมกำลังจะเตรียมถ่ายทำซีรีส์ไทยก็เลยมาดูโลเคชันต่างๆ ในไทย ไปอีสานด้วย เป็นซีรีส์ไทย ทีมงานโปรดักชันเป็นคนไทย แต่ว่ามีนักแสดงไทยแล้วก็เกาหลีใต้ด้วย ก็จะฉายในไทย ยังไงก็ขอให้ “Wind Up” ประสบความสำเร็จนะครับ ผมจะได้มีงานในไทยเยอะๆ เลย
มิตรภาพที่ค่อยๆ ก่อตัวจะช่วยเติมเต็มความฝันของกันและกัน ร่วมสัมผัสความรัก ความอบอุ่น และเติมโมเมนต์แห่งมิตรภาพให้หัวใจได้ชุ่มฉ่ำบนเส้นทางแห่งฝัน “Wind Up ไวนด์อัพ” วันนี้ ในโรงภาพยนตร์
ตัวอย่างซับไทย:
